ในภาวะที่โรคระบาด “โควิด-19” ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ การลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ จะเป็นตัวช่วยเราได้มากที่สุด โดนเฉพาะเรื่องกำไร และปันผล ที่ผ่านมา การขาย IPO (Initial Public Offering) เพื่อขยายการลงทุน ใช้หนี้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่กรณีนี้ บมจ.เอเอ็มอาร์ เอเซีย (AMR) น้องใหม่ที่เพิ่งขายหุ้นจบไปหมาดๆ รอเข้าเทรดวันที่ 2 สิงหาคม 2564 มีดีกว่ารายอื่นๆ ที่ผ่านมา มีดีอย่างไร ลองมาอ่านดูกัน

“มารุต ศิริโก” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) (AMR) กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมนำเงินที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจด้านคมนาคมขนส่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Feeder Line การลงทุนธุรกิจ EV Charging Station และ Smart City ในสัดส่วน 85% รวมถึงนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ในสัดส่วน 10% และใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในสัดส่วน 5%

“ผมมั่นใจว่าธุรกิจของ AMR ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบขนส่งไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าทางคู่ รถไฟตามต่างจังหวัด รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ หรือการขยายการลงทุนในหัวเมืองหลัก ทำให้ AMR มีโอกาสได้งานใหม่เพิ่มเติม”

AMR ทำอะไร
          บมจ.เอเอ็มอาร์ เอเชีย หรือ AMR ก่อตั้งในปี 2542 ภายใต้ธุรกิจวิศวกรรมออกแบบ และเชื่อมต่อระบบ “ไอที โซลูชั่นส์” หรืองานรับเหมาวางระบบไอซีที รวมถึงการรับซ่อมบำรุงภายหลังการติดตั้ง ก่อนจะหันมารุกธุรกิจด้านเทคโนโลยีสื่อสารในอุตสาหกรรมคมนาคม โดยขยายตัวไปรับงานอุตสาหกรรมวิศวกรรมระบบราง (Railway Engineering System) มาตั้งแต่ปี 2548 และภายใต้การดำเนินงานวิศวกรรมระบบรางนี่เอง ที่ทำให้บริษัทมามีจุดเด่นสำคัญ คือ ความเชี่ยวชาญในงานทุกประเภท ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบราง ยกเว้น การจัดหาขบวนรถ (Rolling Stocks) ที่ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการรถไฟฟ้ามักจะสั่งซื้อด้วยตนเอง ปัจจุบันงานที่ว่านี้ ได้กลายมาเป็นธุรกิจหลักของ AMR ภายใต้ฐานรายได้เฉลี่ยปีละ 2.0 พันล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานบริการทางเทคโนโลยีระบบคมนามคม ครองสัดส่วนรายได้สูงถึง 72.8% ของปี 2563

ปัจจุบันความเชี่ยวชาญงานวิศวกรรมของ AMR กลายเป็นจุดแข็งของบริษัทไปแล้ว ที่ผ่านมาทำทั้งวิจัย และพัฒนาสินค้า ทั้งด้วยตนเอง และการปรับแต่งสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อให้ตรงความต้องการลูกค้ามากที่สุด ทั้งเรื่องคุณสมบัติสินค้า และต้นทุน ทำให้วันนี้ไม่มีคู่แข่งในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นคู่แข่งจากต่างประเทศ ถือว่าเล็ก เมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างประเทศที่มีแหล่งรายได้ทั่วโลก เรียกได้ว่า AMR น่าจะเป็นรายหลักๆ ของอุตสาหกรรมนี้ ที่เป็นของคนไทย

ส่วนงานได้ ICT คือ งานวางระบบ มีรายได้เฉลี่อประมาณปีละ 400-500 ล้านบาท ถือเป็นรายเล็ก แต่ก็มีจุดที่น่าสนใจ AMR จะเน้นในเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยและโซลูชั่นส์ต่อยอด เช่น CCTV และระบบติดตามและวิเคราะห์ข้อมูล , ระบบพลังงาน เช่น ระบบติดตามปริมาณน้ำและวิเคราะห์ข้อมูล บวกกับ ความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีระบบคมนาคม ในส่วนนี้พร้อมเติบโตไปพร้อมๆ กับ นโยบายภาครัฐ ที่จะเดินหน้าเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart Cities ซึ่งรายได้ในส่วนนี้คิดเป็น 16.4% ของรายได้รวม แต่ก็สอดคล้องกับแผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561-2580 ของภาครัฐฯ


คู่แข่งเป็นใคร สู้ได้หรือไม่
          AMR ก่อตั้งมา 22 ปี เชี่ยวชาญงานวิศวกรรมออกแบบ และการเชื่อมต่อระบบ (System Integrator: SI) สัญชาติไทยรายเดียวที่มี Track Record งาน Turnkey ระบบเดินรถไฟฟ้าระดับ Mega Project ของประเทศ รวมถึงให้บริการงานดูแลรักษา และซ่อมบำรุงระบบเทคโนโลยีแบบครบวงจร ซึ่งคู่แข่งส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ โดยงานระบบคมนาคมขนส่ง (Transportation Solution: TS) เป็นงานวิศวกรรมวางระบบคมนาคม และขนส่งอัจฉริยะ เป็นเทคโนโลยีการเดินรถและขนส่งมวลชนสมัยใหม่ เช่น ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (Mass Rapid Transit: MRT) ระบบรถไฟฟ้าชานเมือง (Commuter Train: CT) ระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือโมโนเรล (Monorail) และระบบรถโดยสารประจําทางด่วนพิเศษ (Bus Rapid Transit: BRT)

ถ้าดูจากผลงาน อาทิ รถไฟฟ้าสายสีเขียว, สายสีเหลือง และชมพู, Airport Rail Link, BRT, รถไฟฟ้าสายสีทอง รวมถึงระบบรถไฟรางคู่ เป็นต้น โดยมีจุดแข็งคือ การคิดค้น และพัฒนาสินค้าเอง เช่น ระบบเส้นทางการเดินรถแบบปรับเปลี่ยนข้อความ และภาพอัตโนมัติ (Digital Route Map System) รวมถึงระบบหยุดขบวนรถไฟฟ้ากรณีฉุกเฉินในรถไฟฟ้า BTS หรือผลงานเด่นอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนระบบสัญญาณ (Signaling) ของรถไฟฟ้าทั้งสายสีเขียวของ BTS ที่ไม่มีผลกระทบต่อบริการ และการรับเหมางานระบบรางทั้งหมด (Turnkey) ของรถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งเป็นระบบรถไฟฟ้าที่เดินรถอัตโนมัติสายแรกของประเทศ

จุดเด่นเหล่านี้ ทำให้คู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดค่อนข้างยาก เพราะไม่มี Track Record ขณะที่ระบบงานทางรางเหล่านี้ มีโอกาสขยายตัวอีกมาก กว่าคู่แข่งจะไล่ตามทัน เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อออกแบบระบบ และเชื่อต่อเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนเข้าด้วยกัน เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเทคโนโลยีการควบคุมระยะไกล เทคโนโลยีการเก็บรวบรวมข้อมูลอัตโนมัติ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากแบบ Real-Time

การเติบโตในอนาคต
ปัจจุบันมี Backlog ในมืออยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่ทยอยรับรู้ภายในปี 2564-2565 เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีเขียวส่วนต่อขยายบางส่วน อัพไซด์จากนี้ คือ การประมูลโครงการในอนาคต AMR ยังเน้นงานที่เชี่ยวชาญ เช่น งานวางระบบโครงการรถไฟฟ้า คาดว่าน่าจะได้งานมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า โดยอ้างอิงข้อมูลจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (MRTA) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (SRT) รวมไปถึงงานที่เป็นโครงการเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามแผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561-2580 ของภาครัฐ ตามแผนการลงทุนโครงร้างพื้นฐานของประเทศไทย โดยเฉพาะงานระบบราง (รถไฟฟ้า-รถไฟรางคู่-รถไฟฟ้าชานเมือง-รถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือโมโนเรลฯลฯ) ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีรายได้ ที่ถือว่าเป็น Recurring income ที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากงานประมูล นั่นคือ ประเภทงานให้บริการดูแลรักษาและซ่อมบํารุง หรือ Maintenance Agreement (MA) ในปี 2564-65 คาดการณ์ปี 2564 ที่ 147.1 ล้านบาท ทรงตัว yoy ส่วนปี 2565 เติบโต 15% เป็น 169.1 ล้านบาท สอดคล้องภาพรวมงานรับเหมาที่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งงานบางส่วนที่แล้วเสร็จ จะสร้างโอกาสในการรับงานซ่อมบำรุงต่อเนื่อง และมีอัตรากําไรขั้นต้นที่สูงมากขึ้น

โอกาสของงานใหม่
รายได้ของ AMR ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ Project Base สูงถึง 80-90% ผ่านการประมูลงานกับทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟในประเทศไทย สัดส่วนที่เหลือเป็น Recurring Revenue จากรายได้ธุรกิจบริการบำรุงรักษา และธุรกิจการนำเข้าสินค้าเข้ามาขาย หลักๆ จึงต้องมาดูว่า จากนี้ไป จะมีงานประมูลอะไรบ้าง ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซียพลัส มองว่า AMR มีธุรกิจหลัก คือ งานรับเหมาเทคโนโลยีคมนาคม และไอซีที ทั้ง 2 ส่วนล้วนอยู่ในแนวโน้มที่สดใสและอยู่ในวัฎจักรขาขึ้น ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 20 ปี (ปี 2560-2579) ที่มีเป้าหมายสำคัญในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งระบบคมนาคมและไอซีที ในส่วนของระบบคมนาคม ปัจจุบันพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยการเดินทางที่สูงกว่าระบบขนส่งมวลชน ในปี 2561 กระทรวงคมนาคมจึงออกแผนปฎิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน รวม 44 โครงการ มูลค่าลงทุน 2 ล้านล้านบาท

มูลค่าการลงทุนดังกล่าว 87%-88% ของเม็ดเงินทั้งหมดจะลงมาที่ระบบราง ที่เหลือ 12%-13% จะเป็นการลงทุนทางด่วนและโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ในส่วนของระบบราง มี 3 ส่วนหลักๆ คือ รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ และรถไฟฟ้าใน กทม. และหัวเมืองหลักของประเทศ โดยกลุ่มงานที่ AMR น่าจะมีโอกาสทางธุรกิจสูง ประเมินจะอยู่ในส่วนรถไฟฟ้า และรถไฟรางคู่ที่เคยมี Track Record จากในอดีต

นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซียพลัส คาดว่า งานวิศวกรรมระบบรางในประเทศจะมีการลงทุนใน 1-3 ปีจากนี้ ประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 9.0 หมื่นล้าน –1.0 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยเกินปีละ 3.0 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินดังกล่าวยังไม่รวมถึงแรงเสริมงานอีกประเภทของ AMR คือ ไอซีที ซึ่งรัฐฯอยู่ในช่วงผลักดันเม็ดเงินลงทุนออกมาเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศเพิ่มขึ้น

โดยในส่วนประเทศไทยในระยะ 1-3 ปีจากนี้ คาดว่าจะเป็นการลงทุนระบบพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับโครงการเมืองอัจฉริยะ อาทิ ระบบ CCTV, ระบบติดตามปริมาตรน้ำ และระบบบริหารจัดการพลังงานต่างๆ โดยรวมแล้ว เชื่อว่าปริมาณงานในอุตสาหกรรมที่มุ่งเน่น ภายใต้หลักอนุรักษ์นิยมประเมินไม่ต่ำกว่าปีละ 3.0 หมื่นล้านบาท

FA เคาะราคาเป้าหมาย
บล.ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ.เอเอ็มอาร์ เอเซีย (AMR) จำนวน 150 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น ในราคาหุ้นละ 6.90 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 15.33 เท่า (Post-IPO Dilution) ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน และมีส่วนลดให้กับนักลงทุน

ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ บล.ทรีนีตี้ ได้ประมาณถึงรายได้ และกำไร จากงานในมือที่จะทยอยรับรู้ต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสประมูลงานใหม่ คาดการณ์ Backlog และ Front log ในช่วงปี 2564-2566 กว่า 8,000 ล้านบาท ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบคมนาคม และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบการขยายฐานรายได้งานบำรุงรักษา หรือ Maintenance Agreement (MA) จะเป็นรายได้ประจำต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยงจากงานโครงการ คาดการณ์รายได้รวมเติบโต (CAGR) ปี 2563-2566 ราว 8.3% ต่อปี และคาดกำไรสุทธิปี 2563-2566 เติบโตราว 7.4% ต่อปี มีอัตรากำไรขั้นต้นปี 2562-2563 อยู่ที่ 18.3% และ 20.6% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ก่อนการ IPO บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำเพียงแค่ 0.01 เท่า มีสถานะเป็น Net Cash มีเงินสดในมือสูง และมีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง จากนโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ประเมิน Fair Value ปี 2565 เท่ากับ 9.76 บาท ส่วนในปี 2564 ประเมิน Fair Value เท่ากับ 8.58 บาทต่อหุ้น อ้างอิงวิธี PE ที่ 26 เท่า ซึ่งเป็นระดับ Conservative ปรับลดจากค่า P/E เฉลี่ยย้อนหลังบริษัทที่ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกัน และจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศที่ประมาณ 32 เท่า คำนวนบน EPS ปี 2564 ที่ 0.33 บาท/หุ้น และปี 2565 ที่ 0.38 บาทต่อหุ้น โดยยังไม่รวม Upside จากแผนการใช้เงินที่ได้จาก IPO เพื่อลงทุนต่อยอดธุรกิจในประมาณการ

ราคาเป้าหมายของโบรกเกอร์
บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า AMR เป็นผู้เล่นรายเดียวในไทย มีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานในปี 2564-2567 จาก Backlog ในมือ 1,800 ลบ. กอปรกับการประมูลงานใหม่ของภาครัฐ ที่จะออกมาต่อเนื่องอีก 3 ปีข้างหน้า ส่วนธุรกิจ Recurring อย่างการให้บริการบำรุงรักษา (MA) บริษัทตั้งเป้ารายได้ 250 ล้านบาท ภายในปี 2566 คาดกำไรสุทธิเติบโต 16.6% CAGR (2564-2567) ประเมินมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานปี 2564 ที่ 7.50 บาท (PE’21 24x, PEG’21 1.4x)

บล.เคจีไอ นักวิเคราะห์ได้ประเมินว่า การสร้างได้รายได้เพิ่มเติมในรูปแบบ Recurring income จะช่วยหนุนกําไรโตแบบยั่งยืน บวกกับ Backlog ในมือราว 1.8 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 และงานรอประมูลอีกราว 8 พันล้านบาท เพียงพอที่จะทําให้รายได้เติบโต +7% CAGR (2563 – 66) ซึ่งทางผู้บริหารได้คํานึงถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากการประมูลงานโครงการ จึงวางเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากงานประเภทงานให้บริการดูแลรักษาและซ่อมบํารุงภายในปี 2565 จะเป็นรายได้ประเภท Recurring income ที่ต่อเนื่อง มีอัตรากําไรขั้นต้นสูง จึงประเมินมูลค่าที่เหมาะสมปี 2564 ได้เท่ากับ 8.7 บาท อิง PE 30 เท่า โดย Discount -14% จากค่าเฉลี่ย Forward PE ของหุ้นกลุ่ม Business Solution ที่เน้นงานด้านเทคโนโลยีที่ 35 เท่า ณ ราคาปิดวันที่18 มิ.ย. 64

บล.เอเซียพลัส นักวิเคราะห์ประเมินว่า AMR จะพร้อมเติบโตไปกับเม็ดเงินลงทุนระบบรางมหาศาลรัฐฯ รวมถึงงานไอซีทีเป้าหมายที่เป็นพื้นฐานระบบ Smart Cities ใน 2-3 ปีจากนี้ ประเมินกว่าปีละ 3.0 หมื่นล้านบาท โดยเงิน IPO จะใช้รองรับปริมาณงานที่เข้ามาในอนาคต และลงทุนเป็นผู้ให้บริการระบบรางสายรอง (Feeder Line) และ Smart Cities ภายใต้สมมติฐานไม่รวมโครงการให้บริการ คาดกำไรปี 2564-66 เติบโตเฉลี่ยปีละ 16.8% มูลค่าหุ้นปี 2564 อิง PER 25 เท่า อยู่ที่ 8.0 บาท ส่วนปี 2565 จะเพิ่มเป็น 9.7 บาท

ธณพงศ์ มีทอง : Makemoney Insight เรียบเรียง
อ้างอิงข้อมูลจาก : ไฟลิ่ง ก.ล.ต., บล.ทรีนีตี้-บล.เอเซียพลัส-บล.เคจีไอ-บล.ฟินันเซีย ไซรัส

- Advertisement -