บล.เอเซียพลัส:

ทิศทางกําไร 2Q64 ขึ้นทําระดับสูงสุดของปี
แนวโน้มทั้งกําไรปกติและสุทธิ 2Q64 เพิ่มข้ึน 107.3%qoq และ 23.9%qoq น่าจะเป็นระดับสูงสุดรายไตรมาสของปี 2564 เนื่องจากทิศทางกําไรในช่วง 2H64 คาดจะลดลงจาก 1H64 กดดันจากแผน shutdown ของโรงงานปิโตรเคมีหลายยูนิต รวมถึงแนวโน้ม spread ปิโตรเคมีคาดจะลดลงจาก supply ใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาด ซึ่งฝ่ายวิจัยได้รวมประเด็นดังกล่าวในประมาณการ

คงมูลค่าพื้นฐานปี 2564 ที่ 71 บาทต่อหุ้น แนะนําซื้อลงทุนระยะยาว โดยเน้นหาจังหวะสะสมลงทุนเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว รับพื้นฐานท่ีแข็งแกร่งจากการ diversified พอร์ทการลงทุน อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับฐานลงมาในระดับหน่ึงจนให้ upside กว่า 24% ช่วงสั้นจึงอาจมีการซื้อเก็งกําไรงบ งวด 2Q64 ที่เติบโตโดดเด่น

คาดท้ังกําไรปกติ และกําไรสุทธิ งวด 2Q64 เพิ่มข้ึนโดดเด่น QoQ

ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กําไรสุทธิงวด 2Q64 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมีนัยฯ 107.3%qoq มาอยู่ราว 2.0 หมื่นล้านบาทหลักๆเป็นผลมาจากรายการพิเศษที่สุทธิแล้วในงวดนี้ เป็นกําไรเพิ่มข้ึนมาอยู่ ราว 9.2 พันล้านบาท จากงวดก่อนหน้าที่เป็นกําไรพิเศษ 926 ล้านบาท เนื่องมาจากในงวดน้ีบันทึกกําไรจากการขายหุ้น GPSC สัดส่วน 12.7% ให้กับ PTT ราว 9.3 พันล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างการลงทุนให้เหมาะสม และคาดจะบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง เหลือราว 294 ล้านบาท จากงวดก่อนท่ีบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1.1 พันล้าน บาท ถึงแม้ในงวด 2Q64 จะบันทึกกําไรจากสต๊อกน้ํามัน และอะโรเมติกส์ รวม NRV จะลดลงเหลือราว 1.4 พันล้านบาท จาก 2.3 พันล้านบาทในงวดก่อนหน้า รวมถึงคาดจะบันทึกขาดทุนจาก hedging เพิ่มข้ึนมาอยู่ราว 1.2 พันล้านบาท จาก 226 ล้านบาทในงวดก่อนหน้า

อย่างไรก็ตามหากตัดรายการพิเศษต่างๆ พิจารณาเฉพาะกําไรจากการดําเนินงานปกติงวด 2Q64 คาดว่าจะปรับตัว เพิ่มขึ้น 23.9%qoq มาอยู่ราว 1.1 หมื่นล้านบาท รับผลบวกหลักจากธุรกิจหลักโอเลฟินส์ และขั้นปลายสายฟีนอลและพีโอโพลิออล (สัดส่วนราว 50%) ที่ในงวด 2Q64 มีผลการดําเนินท่ีดีข้ึนต่อเนื่องจากงวด 1Q64 จาก spread ผลิตภัณฑ์ทุกตัว ทั้ง HDPE, LLDPE, LDPE, PP ที่ยังเดินหน้าปรับตัวเพิ่มข้ึนจาก supply ท่ีตึงตัวจากการเกิด unplanned shutdown ของโรงงานหลายแห่ง ทั้งในตะวันออกกลาง, จีน และ สหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วง 1Q64 และต่อเนื่องมาในงวด 2Q64 อีกทั้งโดยปกติแล้วราคาขายจะมี lag-time ราว 1 เดือน จากราคา spot จึงส่งผลให้ราคาที่สูงในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. จะมา รับรู้เต็มที่ในงวด 2Q64 ถึงแม้ Utilization rate ของโรงงานโอเลฟินส์จะปรับตัวลดลง เหลือราว 92% จาก 104% ในงวดก่อนหน้า รวมถึงโรงงานโพลีเมอร์จะมี Utilization rate ที่เพียงทรงตัวจากงวดก่อนหน้าที่ราว 105% แต่โดยรวมแล้วส่งผลให้ EBITDA Margin ของธุรกิจโอเลฟินส์ในงวด 2Q64 คาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 27% จาก 26% ใน งวดก่อนหน้าเช่นเดียวกับธุรกิจขั้นปลายสายฟีนอลและโพลิออลที่คาดมีส่วนแบ่งกําไรที่ดีข้ึนต่อเนื่องจาก 1Q64 (EBITDA contribution คาดจะเพิ่มจาก 4 พันล้านบาท มาอยู่ราว 5 พันล้านบาท ตาม spread ผลิตภัณฑ์ท่ีปรับตัวสูงขึ้น)

นอกจากน้ียังได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจอะโรเมติกส์ (สัดส่วนราว 25%) ที่ในงวดน้ีมีผลการดําเนินที่ดีขึ้นจากงวด 1Q64 รับผลบวกจากอัตราการเดินเครื่องโรงงานอะโรเมติกส์ท่ีเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 100% จาก 98% ในงวดก่อนหน้า รวมถึง spread ผลิตภัณฑ์พาราไซลีน (Px) และเบนซีน (Bz) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 25% และ 15% ของปริมาณการผลิตอะโรเมติกส์รวมที่ปรับตัวเพิ่มข้ึน 17.9%qoq และ 63.7%qoq มาอยู่ท่ี 283 และ 393 เหรียญฯต่อตันตามลำดับ แต่บางส่วนถูกหักล้างจาก spread ของ by products ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 60% ของปริมาณการผลิตอะโรเมติกส์รวมที่ปรับตัวลดลงจากงวดก่อนหน้า จึงคาดจะทํา ให้ Market P2F ในงวด 2Q64 เพิ่มข้ึน 26.7%qoq มาอยู่ราว 180 เหรียญฯต่อตัน

สําหรับในส่วนของธุรกิจโรงกลั่น (สัดส่วนราว 25%) ในงวด 2Q64 พบว่าผลการดําเนินงานปกติน่าจะพลิกกลับเป็นขาดทุนเล็กน้อยอีกครั้ง จากแนวโน้มค่าการกลั่น (Market GRM) ท่ีคาดจะปรับตัวลดลงมาอยู่ท่ี 2.10 จาก 3.17 เหรียญฯต่อบาร์เรลในงวดก่อนหน้า กดดันจาก spread ผลิตภัณฑ์น้ํามันเตากํามะถันต่ำ (LSFO) สัดส่วนราว 13% ของผลิตภัณฑ์รวมท่ีได้จากโรงกลั่น PTTGC ที่ปรับตัวลดลง 16.0%qoq มาอยู่ท่ี 11.2 เหรียญฯต่อบาร์เรล รวมถึง crude premium ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 1.1 เหรียญฯต่อบาร์เรลจากงวดก่อนหน้ามาอยู่ท่ี 3.7 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ขณะท่ี Utilization rate คาดจะทรงตัวอยู่ท่ีระดับปกติราว102%

อย่างไรก็ตามในส่วนของส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในงวด 2Q64 คาดจะ ปรับตัวเพิ่มข้ึนอีก 10.5%qoq มาอยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท ตาม spread ผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่างๆทปี่รับตัวเพิ่มขึ้น

โดยรวมแล้วคาดกําไรปกติงวด 1H64 อยู่ที่ 2.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มข้ึนจาก 2.5 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 64% ของประมาณการกําไรปกติท้ังปี 2564 ท่ีประเมินไว้ ส่วนคาดการณ์กําไรสุทธิงวด 1H64 อยู่ท่ี 3.0 หมื่นล้านบาท ดีข้ึนจากช่วงเดียวกันของปีก่อนท่ีเผชิญกับผลขาดทุน 7.1 พันล้านบาท

แนวโน้มกําไรปกติ 3Q64 ลดลง QoQ…กดดันจากท้ัง spread ปิโตรเคมี และแผน shutdown

ฝ่ายวิจัยคาดแนวโน้มผลการดําเนินงานปกติงวด 3Q64 น่าจะปรับตัวลดลงจาก 2Q64 กดดันจากแผน shutdown โรงงาน Phenol 1 เป็นระยะเวลา 32 วัน ในช่วงเดือน ก.ค.- ส.ค. และโรงงาน HDPE 2 ราว 38 วัน ในเดือน ก.ย. รวมถึงโรงงานโอเลฟินส์หน่วยท่ี 3 กําลังการผลิต 1 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 39 วัน ในช่วงปลายเดือน ก.ย. ต่อเนื่องถึงต้น เดือน พ.ย. นอกจากน้ีคาดในส่วนของแนวโน้ม spread ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีคาดจะเห็นการ ปรับตัวลดลง หลักๆเป็นผลจากกําลังการผลิตใหม่ที่จะเริ่มเข้ามาสู่ตลาด ซึ่งกว่า 80% ของกําลังการผลิตใหม่ท่ีเกิดข้ึนในปี 2564 จะผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วง 2H64 โดยในปี 2564 คาด จะมีผลิตภัณฑ์กลุ่มโพลีเอทิลีน (PE) เข้าสู่ตลาดราว 8-9 ล้านตัน จากกําลังการผลิตรวมทั่วโลกท่ี 96 ล้านตัน ส่วนผลิตภณัฑ์ PP คาดจะเข้าสู่ตลาดในปี 2564 ราว 6-7 ล้านตันจากกําลังการผลิตรวมทั่วโลกท่ี 134 ล้านตัน (ในปี 2565 คาดจะมี planned shutdown โรงกลั่นท่ีครบกําหนดทุก 3 ปี และโรงงานอะโรเมติกส์ 1 ซึ่งครบกําหนดทุกๆ 4 ปี รวมถึงโรงงานโอเลฟินส์ที่มี shutdown ย่อย วนไปทุกหน่วยทุกๆ 4 ปี เช่นกัน)

ประเด็นความเสี่ยง

  1. การหยุดฉุกเฉินของโรงกลั่น โรงงานโอเลฟินส์ และ โรงงานอะโรเมติกส์ (unplanned shutdown)
  2. ค่าการกลั่น และ Spread ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ไม่ได้เป็นไปตามสมมติฐานท่ีกําหนดไว้
  3. การแทรกแซงของรัฐในการกําหนดราคาต้นทุนวัตถุดิบ และราคาผลิตภัณฑ์

แนะนํา : ซื้อ

ราคาปัจจุบัน (บาท): 57.00

ราคาเป้าหมาย (บาท): 71.00

Upside (%): 24.56

Dividend Yield (%): 3.51

- Advertisement -