บล.เอเซีย พลัส:

กําไรจะฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี

กำไรสุทธิงวด 1Q65 อยู่ที่ 166 ล้านบาท เติบโต 10%qoq ได้ผลบวกจากกำไรพิเศษการขายเงินลงทุนในบริษัท genesis (กิจการร่วมค้า) เข้ามากว่า 108 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 1Q65 อยู่ที่ 58 ล้านบาท ลดลง 74%qoq หลักๆ มาจากรายได้การสอบมอบงานลดลง 21% qoq มาอยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท ในขณะที่ Gross margin ลดลงเหลือ 18.2% เทียบกับฐาน 26.3% ใน 4Q64

ยอด New booking 1Q65 เข้ามาถึง 2.6 พันล้านบาท หนุน Backlog เพิ่มเป็น 6.6 พันล้านบาท ขณะที่มีงานรอประมูลระดับพันล้านในระยะถัดไป ทำให้การรับรู้รายได้พลิกกลับมาเติบโต คงประมาณการกำไร 2565 เติบโตได้ราว 8.7% ปรับ FV ใหม่เป็น 7.40 บาท โดยรวมผล Dilution effect ของ AIT-W2 เข้ามา ในขณะที่ Dividend Yield สูงเกิน 6% ต่อปี คงคำแนะนำซื้อ

กำไรสุทธิ 1Q65 โตโดดเด่นจากกำไรพิเศษขายเงินลงทุน…แต่กำไรปกติอ่อนตัวมาก

กำไรสุทธิงวด 1Q65 อยู่ที่ 166 ล้านบาท เติบโต 9.6%qoq และ 37%yoy ได้แรงหนุนจากกำไรพิเศษ โดย AIT มีการรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัท เจเนซิส ดาต้า เซ็นเตอร์ จํากัด (กิจการร่วมค้า เดิมถือหุ้นโดย AIT 33% ITEL 33% และ WHA 33%) เข้ามากว่า 108 ล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรปกติ 1Q65 อยู่ที่ 58 ล้านบาท ลดลง 73.9%qoq ต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส หลักๆ มาจากรายได้จากการสอบมอบงานลดลง 20.7% qoq มาอยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท จากช่วงที่พึ่งรับงานใหม่ที่ตอนต้นปี ในขณะที่ Gross margin ลดลงเหลือ 18.2% จากฐานที่สูง 26.3% ในงวด 4Q64

ทั้งนี้ โดยรวมแล้ว กำไรสุทธิงวด 1Q65 คิดเป็น 29% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ ในขณะที่กำไรปกติคิดเป็น 10% ของประมาณการ

เพิ่มกำไรปี 2565-66 ชิ้นปีละ 18.8% และ 17.2% ช่วยปี 2565 รักษาฐานกำไรสูงได้

Backlog สิ้นงวด 1Q65 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6.6 พันล้านบาท จากยอด New booking งานใหม่ 1Q65 เข้ามาถึง 2.6 พันล้านบาท เป็นโครงการซื้อขายและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ระยะที่ 2 โครงการนำสายไฟลงใต้ดิน สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และโครงการซื้อขายเครือข่ายสื่อสารระบบ Software Define Network ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แม้กำไรจากการดำเนินงานปกติงวด 1Q65 จะไม่สดใส แต่เชื่อว่างานใหม่ที่รับมาจะช่วยผลักดันการรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปีให้พลิกกลับมาเติบโตได้ไม่ยาก นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างรอคำสั่งซื้อจากลูกค้า (Waiting for P/O) อีกประมาณ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานจากภาครัฐเป็นหลัก ตามแผนการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ฝ่ายวิจัยจึงคง สมมติฐานรายได้เพิ่มในปี 2565 ที่ราว 7.0 พันล้านบาท ประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมเทียบเป้ารายได้บริษัท AIT ให้ไว้ที่ 7.4 พันล้านบาท) หนุนประมาณการกำไร 2565 คาดอยู่ที่ 573 ล้านบาท เติบโตได้ราว 8.7%

ปรับ FV ใหม่เป็น 7.40 บาท รวมผล Dilution effect ของ AIT-W2 เข้ามา

ฝ่ายวิจัยประเมิน PV ปี 65 ใหม่ที่ 7.40 บาท (เดิม 8.30 บาทที่ยังไม่รวมผล Dilution effect จากการแปลง AIT-W2) อิง PER 15 เท่าจากค่าเฉลี่ย PER Band ปกติของ AIT และ ได้ EPS ใหม่ที่ 0.49 บาท หลัง diluted ราว 12% จากสมมติฐานการใช้สิทธิ AIT-W2 ปี 65 จำนวน 25% อายุการแปลงสิทธิทั้งหมด 2 ปี (จะเริ่มแปลงครั้งแรกได้ในเดือน ก.ย. 65) โดยให้นํ้าหนักภาพการฟื้นตัวรายไตรมาส เกินปีละ 6% คงคําแนะนำซื้อ ในขณะที่ผลตอบแทนเงินปันผลแต่ละปีที่จูงใจ

ประเด็นความเสี่ยง

1. ความไม่สม่ำเสมอรายได้และกำไรในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการส่งมอบงาน

2. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้าภาครัฐฯ ที่อาจกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐฯ

AIT แนะนำ : ซื้อ

ราคาปัจจุบัน (บาท) 6.40

ราคาเป้าหมาย (บาท) 7.40

Upside (%) 15.6

Dividend Yield (%) 6.2

- Advertisement -