บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):
SCB X (SCB TB)
ROE สูง แต่มูลค่าหุ้นค่อนข้างแพง
“ถือ” เพิ่ม TP เป็น 126 บาท ชอบ BBL มากสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่
เราคงคำแนะนำ “ถือ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 126 บาท (P/BV ปี 68 ที่ 0.85 เท่า ROE ที่ 9.8%) จากเดิม 118 บาท โดยเราได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 68–69 ขึ้น 2–4% จากกำไรจากการลงทุนในครึ่งปีแรกของปี 68 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ทั้งนี้ SCB ตั้งเป้าลดอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลงต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่ 42–44% ในปีนี้ เราเชื่อว่า SCB จะยังคงรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงที่ 80% เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ROE ที่ 10–11% อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าราคาหุ้นมี upside จำกัด เนื่องจากการซื้อขายที่ระดับมูลค่าสูง PER ปี 68 ที่ 8.5 เท่า เราชอบ BBL (ราคาปัจจุบัน 142 บาท, ซื้อ ราคาเป้าหมาย 180 บาท) มากกว่าเนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งและมูลค่าที่ถูกกว่าที่ PER 5.8 เท่า
คงจ่ายปันผลสูงเพื่อบรรลุเป้าหมาย ROE ที่ 10–11% ภายในปี 70
ในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ CFO ระบุว่าธนาคารจะมุ่งเน้นที่การรักษาคุณภาพสินทรัพย์ การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และคงอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ROE ที่ 10–11% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดย SCB มองว่าคุณภาพสินทรัพย์ในพอร์ตสินเชื่อรายย่อยอาจมีความเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปี 68 และได้ตั้งสำรองพิเศษ 700 ล้านบาทในไตรมาส 1 และ 900 ล้านบาทใน 2Q68 จากความไม่แน่นอนในประเด็นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการราว 50,000 ล้านบาท หรือ 2% ของพอร์ตสินเชื่อรวม โดย 65% เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย
เพิ่มกำไรปี 68–69 จากรายได้ลงทุนและควบคุมต้นทุน หนุน EPS โต
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 68–69 ขึ้น 2–4% เพื่อสะท้อนรายได้จากการลงทุนในช่วง 1H68 ที่สูงกว่าคาด โดยคาดว่าธนาคารจะบันทึกกำไรจากการลงทุนและควบคุมต้นทุนเพื่อชดเชยรายได้ที่ชะลอและคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอใน 2H68 รายได้จากการลงทุนในช่วง 1H68 เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า YoY เป็น 4.9 พันล้านบาท ส่วน EPS คาดจะเติบโต 9% และ 4% ในปีนี้และปีหน้าตามลำดับ ส่งผล ROE มีแนวโน้มแตะระดับ 10% ภายในปี 69 ส่วนดาวน์ไซด์ได้แก่คุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอในพอร์ตสินเชื่อไม่มีหลักประกันและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ โดยเราคาดว่าอัตรา NPI ของทั้งสองพอร์ตจะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอและเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ ทั้งนี้ ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ใน CardX และ AutoX ในไตรมาส 2/68 เพิ่มขึ้นราว 60bps QoQ เป็น 6.3% และมากกว่า 7% ตามลำดับ
กำไรไตรมาส 2/68 โตจากกำไรจากการลงทุน
กำไรสุทธิ 2Q68 อยู่ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% YoY จากกำไรจากการลงทุนที่สูงขึ้น สินเชื่อหดตัว 1% QoQ ขณะที่ NIM ลดลง 9bps QoQ จากผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลง รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลง 2% YoY จากค่าธรรมเนียมประกันชีวิตที่ลดลง ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 24% YoY จากกำไรจากการลงทุน
ต้นทุนดำเนินงานลดลง 6% YoY จากการควบคุมต้นทุนที่ดีและไม่มีขาดทุนจากแอปพลิเคชัน Robinhood อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 40.2% ใน 2Q68 จาก 42.9% ใน 2Q67 อัตราส่วน NPL ลดลงเล็กน้อย QoQ แต่การก่อตัวของ NPL เพิ่มขึ้น 29bps QoQ เป็น 189bps ใน 2Q68 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (credit cost ที่ 168bps) ลดลง 13% YoY มาอยู่ที่ 1.01 หมื่นล้านบาท