KS Daily View 05.01.2026 >>> จับตา Election rally/ January effect ไทย-กัมพูชาหยุดยิง บรรยากาศลงทุนเป็นบวก กรอบ SET วันนี้ 1,250–1,270 จุด แนะนำ AOT และ SC

Theme การลงทุนสัปดาห์นี้: สำหรับมุมมอง SET Index ในสัปดาห์นี้เราคาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,250-1,280 จุด มองบรรยากาศการลงทุนโดยรวมเป็นบวก ตามกระแสตลาดคาดหวัง Election rally และ January effect ซึ่งแม้จากข้อมูลในอดีตไม่สามารถสรุปได้ว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ปีนี้มีความแตกต่างคือแรงกดดันจากการขายไถ่ถอนกองทุนลดหย่อนภาษีคาดว่าจะลดลง ทั้งนี้หากย้อนดูการซื้อขาย 1-2 วันแรกของปีในอดีตที่ผ่านมามักมีความเสี่ยงเชิงลบ เนื่องจากนักลงทุนที่ถือครองกองทุนลดหย่อนภาษี LTF ครบกำหนดมักมีการขายเพื่อไถ่ถอนออกมาทำให้มีแรงขายในช่วงต้นปี โดยเฉพาะในปี 2025 ที่มีการขายไถ่ถอนออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กองทุน LTF รุ่นสุดท้ายที่ซื้อลงทุนแล้วได้ประโยชน์ทางภาษีได้ครบกำหนดอายุและสามารถไถ่ถอนทั้งหมดได้ตั้งแต่ปีที่แล้วหรือ 2025 ดังนั้นแรงขายจากการไถ่ถอนดังเช่นที่เกิดมาในอดีตมีแนวโน้มจะลดลง ขณะที่กองทุน SSF ที่มาแทน LTF ในปี 2020 ต้องถือครอง 10 ปี ดังนั้นชุดแรกจะครบกำหนดไถ่ถอนได้ในปี 2030 รวมถึงกองทุน ESG รุ่นก่อนปรับเงื่อนไขที่ต้องถือครอง 8 ปี ชุดแรกจะเริ่มขายไถ่ถอนได้ในปี 2031 นอกจากนี้จากสถิติในอดีตช่วงครึ่งแรกของเดือน ม.ค. ตลาดมักทำผลงานได้ดี ดังนั้นเชื่อว่าหากตลาดมีการย่อตัวลงมา มองว่ายังไม่น่าหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,250 จุด และมีโอกาสที่ดัชนีจะพยายามรีบาวด์กลับขึ้นได้จากระดับดังกล่าว

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1259.67 จุด ปรับตัวขึ้น +0.03% จากสัปดาห์ที่ผ่านหลังกลุ่มประกัน อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านและสำนักงานปรับตัวเพิ่มขึ้น ในวันนี้เราประเมินกรอบ SET index ที่ 1,250–1,270 จุด จากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกมากขึ้นหลังจากการหยุดยิงไทยและกัมพูชา รวมไปถึงความคาดหวังของ Election rally และ January effect  แนะนำ AOT และ SC

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  • สหรัฐบุกจัมกุม Nicolas Maduro ผู้นำเวเนซุเอลา ในขณะที่ Trump ประกาศว่าสหรัฐจะเข้าบริหารประเทศในช่วงเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจ โดยปัจจุบันเวเนซุเอล่าผลิตน้ำมัน 8.0แสนบาร์เรล/วัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลก และส่งออกคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง) เบื้องต้น คาดว่าหากสหรัฐเข้าควบคุมการผลิต จะสามารถทยอยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 1.5แสน-1.2ล้านบาร์เรลต่อวันได้ ซึ่ง Trump ได้แถลงว่าจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ในสหรัฐเข้ามาจัดการกระบวนการดังกล่าวโดยเร็ว มองเป็นลบอ่อนๆต่อกลุ่มพลังงาน จากคาดการว่าอุปทานน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว โดยปัจจุบันเราใช้สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบปี 2026 ที่ 65.0เหรียญ บนสถานะ Over supply ประมาณ 1.2ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งหากสถานะส่วนเกินปรับขึ้นเป็น 2.6-3.0ล้านบาร์เรล/วัน ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลงไปบริเวณ 58-60เหรียญ
  • กระทรวงคมนาคมเดินหน้าแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปี 2026 โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงข่ายทางด่วนและมอเตอร์เวย์ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 1.43 แสนล้านบาท ครอบคลุม 5 โครงการสำคัญที่ ครม.เห็นชอบแล้ว ได้แก่ มอเตอร์เวย์ M5 รังสิต–บางปะอิน และ M9 วงแหวนรอบนอกตะวันตก ซึ่งดำเนินการรูปแบบ PPP โครงการต่อขยายทางยกระดับบรมราชชนนี โครงการทางพิเศษ Double Deck ที่เตรียมเจรจาแก้สัญญาสัมปทาน พร้อมลดค่าทางด่วนเหลือ 50 บาท และโครงการทางพิเศษกะทู้–ป่าตอง ทั้งหมดจะทยอยเปิดประมูลและก่อสร้างในปีนี้ มองเป็นบวกกับCK และ STECON
  • บริษัทเคปเลอร์คาดว่า การส่งออกก๊าซ LNG ทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้น 4% สู่ระดับ 429 ล้านตัน สูงสุดในรอบ 3 ปี จากการเร่งกำลังการผลิตโครงการใหม่ในอเมริกาเหนือ และอาจเพิ่มอุปทานเป็นสองเท่าภายในปี 2070 ส่งผลให้อุปทานล้นตลาด กดดันราคาก๊าซในเอเชียและยุโรปให้ปรับตัวลดลง และในปีหน้าคาดว่าการซื้อขาย LNG จะขยายตัวต่อเนื่องราว 7.5-8% จากอุปทานใหม่และราคาที่อยู่ในระดับต่ำ มองเป็นบวกกับโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM และ GPSC ด้วยแนวโน้ม pool gas ปรับตัวลดลงจากราคาก๊าซโลก
  • บรรยากาศท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องต้นปี 2026 คึกคักอย่างชัดเจน โดยภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วงพ.ย.–ธ.ค. 2568 เข้าสู่ไฮซีซั่นยาวถึงต้นปีหน้า ขณะที่เชียงใหม่การท่องเที่ยวขยายตัวราว 15-20% สูงสุดในรอบหลายปี ธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงได้อานิสงส์ทั่วพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ส่วนหาดใหญ่แม้นักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลงกว่า 50% จากผลกระทบน้ำท่วม แต่กิจกรรมเคานต์ดาวน์ช่วยดึงนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติกลับมา และคาดว่าช่วงตรุษจีนจะฟื้นตัวดีขึ้น หนุนภาพรายได้และกำไรของกลุ่มโรงแรมฟื้นตัวใน 4Q25 และ 1Q26
  • กระทรวงการคลังสรุปผลโครงการคนละครึ่งพลัสซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2025 มีผู้ใช้สิทธิรวม 19.76 ล้านราย มียอดใช้จ่ายรวม 84,185.73 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2025 ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.2% และยังช่วยต่อยอดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปถึงช่วงต้นปี 2026 มองเป็นบวกเล็กน้อยกับกลุ่มค้าปลีก

Daily pick

AOT: ราคาพื้นฐาน 55.50 บาท

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ AOT จากการที่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีมติในการให้ปรับขึ้นค่า PSC สำหรับผู้โดยสารต่างชาติจาก 730 บาท มาอยุ่ที่ 1,120 บาทต่อคน ในขณะที่ยังคง PSC สำหรับผู้โดยสารคนไทย ซึ่งจะถูกบังคับใช้ทั้ง 6 สนามบินภายใต้การบริหารของAOT นำไปสู่การปรับประมาณการกำไรใน FY2027 เพิ่มจากเดิมราว 46% มาอยู่ที่ 27 พันล้านบาท โดยเราคาดการณ์เติบโตปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 39% พร้อมกันนี้เราคาดว่าAOT จะได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในประเทศไทยสำหรับปี 2026 ที่มีการคาดการณ์อยู่ที่ 34.1 ล้านคน จากฐานต่ำในปี 2025 ที่เจอวิกฤติต่างๆ นับตั้งแต่ต้นปีเช่น ข่าวด้านความปลอดภัยจากการลักพาตัวดาราจีนหรือแผ่นดินไหว และความไม่สงบตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

SC: ราคาพื้นฐาน 2.45 บาท

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ SC จากฟื้นตัวในปี 2026 ภายหลัง การหดตัวของกำไรต่อเนื่อง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเราประเมิณการเติบโตของ SC ในปี 2026 อยู่ที่ 22% ซึ่งคาดว่าจะมาจากการเริ่มโอนโครงการคอนโดมิเนียมอย่าง COBE Kaset–Sripatum ในไตรมาส 1Q26 และ COBE Ratchada–Rama 9 ใน 2Q26 ภายหลังจากไม่มีคอนโดที่สร้างเสร็จในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา ส่วนแนวราบเราประเมินว่าจะยังทรงตัวจากความอ่อนแอด้านกำลังซื้อจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีมากนัก อย่างไรก็ตามม เรามองว่าสองโรงแรมใหม่อย่าง KROMO Curio Collection by Hilton และ The Standard Na Jomtien Pattaya ที่สามารถรับรู้รายได้ได้เต็มปีจะช่วยชดเชยการปรับตัวลดลงของรายได้ค่าเช่าจากการ renovation ของ Shinawatra Tower

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของจีน (RatingDog China Service PMI) เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 52.0 จุดชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.1 จุด ต่อด้วยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐ (ISM Services PMI) ) เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 48.4 จุดเร่งตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 48.2 จุด

วันอังคาร ติดตามรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของโซนยุโรป (HCOB Service PMI Flash) เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 52.6 ทรงตัวจากครั้งก่อนหน้า

วันพุธ ติดตามรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปครั้งสุดท้าย (EU CPI) เดือน ธ.ค. โดยตลาดคาดการณ์ที่ +2.0% YoY ชะลอตัวตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.1% YoYและตัวเลขเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (EU Core CPI) ตลาดคาดการณ์ที่ +2.4% YoY ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า ต่อด้วยตัวเลขตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ในสหรัฐ (US JOLTS Job openings) เดือน พ.ย. ตลาดคาดการณ์ที่ 7.679 ล้านตำแหน่งเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 7.670 ล้านตำแหน่ง ปิดท้ายด้วยตัวเลขเงินเฟ้อของไทย (TH inflation) เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ -0.30%YoY เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -0.49% YoY และอัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ตลาดคาดการณ์ที่ +0.70% YoY เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +0.66% YoY

วันพฤหัสบดี ติดตามการรายงานตัวเลขอัตราการว่างงานของสหภาพยุโรป (EU unemployment rate) เดือน พ.ย. ตลาดคาดการณ์ที่ 6.4% ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า ต่อด้วยจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (US Initial Jobless Claims) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดคาดการณ์ที่ 2.11 แสนตำแหน่งเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1.99 แสนตำแหน่ง

วันศุกร์ ติดตามรายงานอัตราเงินเฟื้อของจีน เดือน ธ.ค. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +0.70% YoY ต่อด้วยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่รายงาน การจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm payrolls) เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 0.59 แสนตำแหน่งชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 0.64 แสนตำแหน่ง และตัวเลขอัตราการว่างงาน (Unemployment rate) เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่  4.5% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 4.6%

- Advertisement -