บล.กสิกรไทย:
ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาถึงทะยานไม่หยุด ?
ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เผชิญกับความไม่แน่นอนมากมาย ทั้งนโยบายการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัญหาหนี้สินภายในประเทศ แต่ตลาดหุ้นกลับปรับขึ้นจนก็ทำ All-Time High อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้
1. ความชัดเจนด้านนโยบายการค้า ประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า (Tariff) มีความชัดเจนขึ้นต่อเนื่อ
2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กฎหมายภาษีและงบประมาณขนาดใหญ่ หรือ One Big Beautiful Bill ผ่านสภาจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้อย่างมีนัยสำคัญ
3. เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกายังคงออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานที่ดีเกินคาด
5 ประเด็นสำคัญ ตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
1. ตลาดหุ้นนำเศรษฐกิจจริงเสมอ
โดยปกติตลาดหุ้นจะวิ่งนำเศรษฐกิจประมาณ 6 – 9 เดือน สิ่งที่เห็นตลาดหุ้นปรับขึ้นในตอนนี้ คือ การสะท้อนถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลังไปแล้วส่วนหนึ่ง เช่น ดัชนี S&P500 เคยปรับลดลงแรง 20% เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพราะกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อ แต่การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นสะท้อนความเชื่อมั่นใหม่เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น อย่ารอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนแล้วค่อยเข้าลงทุน เพราะหุ้นอาจปรับขึ้นไปก่อนแล้ว
2. อนาคตเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
ความชัดเจนมักจะมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ทิศทางเงินเฟ้อที่เข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ซึ่งตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกกับความชัดเจนเหล่านี้ ทำให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
3. ความขัดแย้ง/สงคราม ไม่มีผลในระยะยาว
หลายครั้งที่เห็นข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จนเกิดความกังวล แต่ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความขัดแย้งหรือสงครามไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะยาว แม้จะมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียด เช่น ความไม่แน่นอนของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ตลาดหุ้นก็ยังคงแข็งแกร่ง ที่จบลงอย่างรวดเร็วใน 12 วัน เพราะประวัติศาสตร์ชี้ว่าความขัดแย้งในภูมิภาคมักไม่กระทบวงจรเศรษฐกิจโลกมากนัก
4. หุ้นกลุ่ม AI และ Big Tech ยังคงเดินหน้าต่อ
ก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายกังวลว่าการลงทุนในเทคโนโลยีมากเกินไป แต่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (เช่น Google, Amazon, Nvidia) ยังคงสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการได้ตามข้อตกลง กระแสลงทุนใน AI ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาด โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา
5. ความเสี่ยงของการจับจังหวะตลาด
การพยายามจับจังหวะเพื่อซื้อที่จุดต่ำสุดหรือขายที่จุดสูงสุดเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และอาจทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรได้มาก อย่างไรก็ตามการตัดสินใจจากอารมณ์หรือข่าวระยะสั้นมักนำไปสู่ผลตอบแทนที่ไม่ดี นักลงทุนจึงควรเน้นการลงทุนระยะยาวและหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อหุ้นที่ปรับขึ้นแรง








