บล.พาย:

BANKING คาดกำไรรวมใน 4Q25 ไม่โดดเด่น (NEUTRAL)

TOP PICK; BBL KKP

เศรษฐกิจไทยในปี 2026 ยังต้องเผชิญความท้าทายจากนโยบายภาษีของสหรัฐกระทบการส่งออกชะลอตัว ขณะที่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่มีข้อจำกัดภายใต้รัฐบาลรักษาการ เราคาดกำไรสุทธิรวมใน 4Q25 อยู่ที่ 52.4 พันล้านบาท (-1% YoY, -20% QoQ) และคาดกำไรสุทธิรวมในปี 2025 เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวที่ 6% จาก +9.2% ในปี 2024 สำหรับในปี 2026 เศรษฐกิจยังต้องการแรงสนับสนุนจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ดังนั้น มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราดอกเบียลงอีก 0.25% เหลือ 1% ในช่วง 1H26 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อ NIM ปรับลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ สินเชื่อยังมีแนวโน้มขยายตัวจำกัด โดยคาดกำไรสุทธิรวมในปี 2026 ปรับลดลงราว 2% ด้าน Valuation ของกลุ่มธนาคารซื้อขายที่ 0.8x PBV’26E และคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 6.1% คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก BBL KKP เป็น Top pick

คาดทำไรสุทธิรวมใน 4Q25 ลดลง YoY และ QoQ

  • เราคาดธนาคาร 9 แห่งจะรายงานกำไรสุทธิรวมใน 4Q25 ที่ 52.4 พันล้านบาท (-1% YoY, -20% QoQ) โดยกำไรลดลง YoY เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจากสินเชื่อลดลง และ NIM อ่อนแอ ขณะที่กำไรลดลง QoQ เนื่องจาก (1) รายได้ดอกเบี้ย สุทธิลดลง (2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลง และ (3) ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
  • การประเมินของเรา (1) TCAP กำไรสุทธิเติบโต YoY แต่ลดลง QoQ (2) KKP KBANK TISCO TTB กำไรทรงตัว YoY และลดลง QoQ และ (3) BBL CREDIT KTB SCB กำไรลดลงทั้ง YoY และ QoQ

สินเชื่อรวมฟื้นตัว QoQ และหนี้เสียอยู่ควบคุมได้

  • เราคาดว่าสินเชื่อรวมใน 4Q25 เพิ่มขึ้น 0.6% QoQ ที่ 12 ล้านล้านบาท โดยคาดธนาคารส่วนใหญ่ประกอบด้วย BBL CREDIT KBANK KTB SCB TCAP TISCO สินเชื่อจะขยายตัว QoQ อย่างไรก็ดี สินเชื่อรวมใน 9M25 ลดลงถึง 3% YTD (ม.ค.-ก.ย.) กดดันจากความต้องการสินเชื่อชะลอตัว ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อใหม่ และการชำระคืนหนี้ของลูกค้า ดังนั้น คาดว่าสินเชื่อรวมในปี 2025 จะปรับลดลง 2.5% YoY โดยมีเพียง CREDIT และ TISCO ที่จะรายงานสินเชื่อเติบโต
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากการเร่งนำเข้าสินเข้าจากคู่ค้าเพื่อลดผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ขณะที่กลุ่ม SME และกลุ่มบุคคลบางส่วนยังเปาะบาง ทั้งนี้ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” สิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. 2025 ทำให้หนี้เสียใน 4Q25 แนวโน้มยังควบคุมได้ตามเป้าหมาย กอปรกับกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้คาดว่า NPL ratio ของกลุ่มธนาคารลดลงที่ 3.7% จาก 3.8% ใน 3Q25เศรษฐกิจท้าทายมากขึ้น คาดกำไรรวมปี 2026 ลดลงราว 2% YoY
  • เราคาดกำไรสุทธิรวมปรับเพิ่มขึ้นราว 6% ที่ 238 พันล้านบาท ในปี 2025 จาก (1) กำไรพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้น (2) ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลง และ (3) สำรองหนี้ฯ ลดลง ธนาคารส่วนใหญ่จะรายงานกำไรขยายตัว ยกเว้น TISCO TTB ที่คาดกำไรจะลดลง
  • ในปี 2026 แม้คาดสำรองหนี้ฯ ปรับลดลงต่อเนื่อง แต่เพราะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจาก NIM ที่อ่อนแอต่อเนื่อง และกำไรพอร์ตลงทุนอาจลดลงจากฐานที่สูงในปี 2025 ดังนั้น เราคาดว่ากำไรสุทธิรวมในปี 2026 จะปรับลดลงราว 2% YoY ที่ 234 พันล้านบาท ส่งผลให้ ROE ของกลุ่มธนาคารในปี 2026 ปรับลดลงเหลือ 8.8% ในปี 2026 จาก 9.3% ในปี 2025

น้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” BBL KKP เป็น Top pick

น้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” ความท้าทายทางเศรษฐกิจเป็นข้อจำกัดในการเติบโต แต่ด้วยงบดุลแข็งแกร่งจากระดับสำรองหนี้ฯ และเงินกองทุนสูงรองรับความไม่แน่นอน เลือก BBL เป็นหุ้นเด่น (1) Valuation ที่น่าสนใจ ซื้อขายที่ 0.5x PBV’26E ต่ำที่สุดในกลุ่มธนาคาร (2) งบดุลแข็งแกร่งรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และ KKP (1) คาดทำไรสุทธิในปี 2026 ขยายตัว (2) ผลกระทบจากปัญหาการขาดทุนรถยึดลดลง ทำให้มีแนวโน้มผ่อนคลายสำรองหนี้ฯ ลงได้ (3) ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และ (4) ROE แนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2026

- Advertisement -