บล.บัวหลวง: 

Retail Finance จังหวะเข้าซื้อรอบใหม่!

ราคาหุ้นกลุ่มการเงินรายย่อยปรับตัวลดลงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าหุ้นลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และเปิดโอกาสในการเข้าซื้อ เราชอบ TIDLOR และ MTC จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี

มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับไม่แพง

มูลค่าหุ้นของกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำปรับลงมาอยู่ในระดับต่ำ โดยค่าเฉลี่ย PBV/ROE ratio อยู่ที่เพียง 0.077 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ราว 1.8 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV/ROE ratio ของกลุ่มธนาคารที่เราให้คำแนะนำซึ่งอยู่ที่ 0.106 เท่า กลยุทธ์ของเราคือการคัดเลือกหุ้นรายตัว โดยมุ่งเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดี คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง และมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับราคาไม่แพง ซึ่งในปัจจุบันเราชอบ TIDLOR และ MTC มากที่สุด โดย TIDLOR มี PEG ปี 2569 เพียง 0.6 เท่า และ MTC อยู่ที่ 0.8 เท่า

การเติบโตของสินเชื่อและ NIM จะเป็นแรงขับเคลื่อนกำไรปี 2569

เราคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำในปี 2569 จะอยู่ที่ 2.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY หนุนจากการเติบโตของสินเชื่อ 7% YoY (สูงกว่าประมาณการอัตราเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ที่ 6% YoY) และการขยายตัวของ NIM แนวโน้มการเติบโตของกำไร YoY ในปี 2569 คาดว่าจะนำโดย TIDLOR (เพิ่มขึ้น 13% YoY) รองลงมาคือ MTC (เพิ่มขึ้น 11% YoY), SAWAD (เพิ่มขึ้น 6% YoY) และ KTC (เพิ่มขึ้น 3% YoY) ตามประมาณการของเรา

เราคาดว่า SAWAD และ TIDLOR จะกลับมาขยายการปล่อยสินเชื่อเชิงรุกมากขึ้นในปีนี้ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการบริหารจัดการหนี้เสียภายในองค์กรในปี 2568 ไปแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการสินเชื่อบัตรเครดิต (KTC และ AEONTS) จะยังคงใช้นโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า มูลค่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรวมทั้งระบบ (ธนาคารและ non-bank) ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2568 อยู่ที่ 3.899 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% MoM และ 4.5% YoY ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมทั้งระบบที่ 4.2% YoY ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2568 เล็กน้อย เราคาดว่า NIM เฉลี่ยของกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำในปี 2569 จะอยู่ที่ 14.18% เพิ่มขึ้น 11 bps YoY จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง โดย KTC (เพิ่มขึ้น 32 bps YoY), SAWAD (เพิ่มขึ้น 24 bps YoY) และ TIDLOR (เพิ่มขึ้น 20 bps YoY) จะเป็นผู้นำการขยายตัวของ NIM ในปี 2569 ในขณะที่ NIM ของ MTC มีแนวโน้มลดลง 12 bps YoY จากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อเฉลี่ยที่ลดลง

คุณภาพสินทรัพย์น่าจะยังอยู่ภายใต้การควบคุม

แม้ว่าอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมของ AEONTS จะเพิ่มขึ้นจาก 5.2% ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 มาอยู่ที่ 5.5% ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 แต่เรายังคงมองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ MTC, SAWAD และ TIDLOR เน้นปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกันและโดยทั่วไปมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันราว 40–70% สะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่ำกว่าสินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล จากการศึกษาข้อมูลในอดีตช่วงสิ้นเดือน มี.ค. 2564 ถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2568 เราพบว่าอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมเฉลี่ยของกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมของ AEONTS ที่ 22% (รูปที่ 3) ซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของทั้งสองกลุ่มไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำมีแนวโน้มจะยังอยู่ภายใต้การควบคุม หนุนจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในไตรมาส 4/68 และการหมุนเวียนของเงินสดที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569

 

- Advertisement -