บล.บัวหลวง:
MR. D.I.Y. Holdings (Thailand) (MRDIYT TB / MRDIYT.BK)
การขยายสาขาเป็นตัวสร้างการเติบโต
คำแนะนำ: BUY
การเติบโตของกำไร MRDIYT มีแนวโน้มเติบโตเด่นกว่ากลุ่มค้าปลีก หนุนจากการขยายสาขาเชิงรุกและอานิสงส์จาก leverage ด้านอัตรากำไร ความได้เปรียบด้านต้นทุนเชิงโครงสร้างและคลังสินค้าอัตโนมัติจะช่วยหนุนการขยายกำไรในระยะกลาง เราเริ่มต้นการวิเคราะห์หุ้นนี้ด้วยคำแนะนำ ซื้อ
ผู้นำที่ยังไปต่อได้อีกไกล
MRDIYT เป็นผู้นำที่ชัดเจนในกลุ่มค้าปลีกสินค้า Home Improvement & Lifestyle ทั่วไปของไทย ด้วยส่วนแบ่งตลาด 9% (รายได้ราว 1.6 หมื่นล้านบาทในปี 2567) และอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยสะสมต่อปีในช่วงปี 2565–2567 สูงถึง 31% บริษัทมีสาขา 1,072 แห่ง ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2568 เพิ่มขึ้นจาก 399 แห่ง ณ สิ้นปี 2564 ถือเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด ทั้งในศูนย์การค้าและสาขา standalone อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมอยู่ที่ 2.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่เราให้คำแนะนำ ด้วยจำนวนสินค้า 8,000–16,000 รายการต่อสาขา กลยุทธ์ “ราคาถูกเสมอ” (ต่ำกว่าคู่แข่ง 20–30%) และการเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ ทำให้ MRDIYT อยู่ในตำแหน่งเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง
ตลาดยังไม่อิ่มตัว เปิดทางให้ขยายสาขาได้เร็ว
บริษัทดำเนินธุรกิจในหนึ่งในกลุ่มค้าปลีกที่มีการเจาะตลาดต่ำที่สุดของไทย โดยสัดส่วน modern trade อยู่ที่เพียง 22.4% ในปี 2567 เทียบกับ 46% ในกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น และความหนาแน่นของสาขายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก Frost & Sullivan คาดว่าอัตราการเติบโตของจำนวนสาขากลุ่มเชนในช่วงปี 2568–2572 จะอยู่ที่ 15.3% เทียบกับเพียง 1.7% สำหรับร้านอิสระ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่ผู้เล่นที่สามารถขยายสเกลได้ โดยเฉพาะในเขตชานเมืองและต่างจังหวัด เมื่อรวมกับโมเดลธุรกิจแบบ asset-light และความสามารถในการขยายสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ เราเห็นเส้นทางที่ชัดเจนในการเพิ่มจำนวนสาขาเป็น 1,132 แห่ง ณ สิ้นปี 2568, 1,342 แห่ง ณ สิ้นปี 2569 และ 1,552 แห่ง ณ สิ้นปี 2570
โปรไฟล์การเติบโตระดับแนวหน้าของกลุ่ม
MRDIYT เป็นหนึ่งในสามหุ้นที่มีโปรไฟล์การเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มค้าปลีกที่เราให้คำแนะนำ โดยมี CAGR ของรายได้และกำไรหลักในช่วงปี 2566–2567 ที่ 28% และ 29% ตามลำดับ เราคาดว่ากำไรจะเติบโต 44% YoY ในปี 2568 และ 19% YoY ในปี 2569 ขณะที่รายได้จะเพิ่มขึ้น 23% YoY ในปี 2568 และ 19% YoY ในปี 2569 จากการเปิดสาขาใหม่เชิงรุก 200 แห่งในปี 2568 และ 210 แห่งในปี 2569 รวมถึงอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมที่ 2.5% ในปี 2568 และ 2.0% ในปี 2569 ความเป็นผู้นำด้านต้นทุนเชิงโครงสร้างเป็นฐานสำคัญของการขยายอัตรากำไร โดยการจัดซื้อรวมในระดับโลกผ่านเครือข่าย MR.D.I.Y. กว่า 5,000 สาขา (มากกว่าสาขาในไทยราว 5 เท่า) ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งสินค้า import และ house brand ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 49.7% ในปี 2567 เป็น 51.1% ในปี 2569
มีอัพไซด์ต่อกำไรและโอกาส re-rating ชัดเจน
เราประเมินมูลค่า MRDIYT ที่ 10.60 บาทต่อหุ้น (อิงจากวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF); WACC 7.3%, LTG 1.0%) คิดเป็น PER ปี 2569 ที่ 21.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มค้าปลีกไทยที่เราให้คำแนะนำที่ 14 เท่า แต่ยังต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาค (MRDIY MK ที่ 23.6 เท่า และ MDIY IJ ที่ 22.8 เท่า) พรีเมียมเมื่อเทียบกับหุ้นไทย สะท้อนโปรไฟล์การเติบโตที่เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญและอัตรากำไรที่สูงกว่า เรามองว่าการเติบโตในไตรมาส 4/68 ยังคงแข็งแกร่ง (เราประเมินกำไรหลักที่ 760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% YoY และ 26% QoQ) ขณะที่การลดภาระหนี้หลัง IPO (D/E ลดลงเหลือ 0.65 เท่า) จะเพิ่มความยืดหยุ่นด้านงบดุล นอกจากนี้ โครงการคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งใหม่ยังเป็นแหล่งอัพไซด์ต่อกำไรจากการประหยัดค่าเช่าและเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานอีกด้วย







