บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Healthcare Sector ผลเชิงลบที่อาจเกิดจาการายได้ที่มาจากประกันสุขภาพ
Event
บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่แห่งหนึ่งกำลังพิจารณายกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย และเปลี่ยนไปใช้แบบ Co-payment
Impact
การเปลี่ยนแปลงแผนประกันสุขภาพจากบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ได้มีข่าวในตลาดว่า บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่รายหนึ่งกำลังพิจารณายกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” (Lump Sum) และเปลี่ยนเป็นแบบ “Co-payment” โดยคาดว่าแผน Lump Sum จะไม่เปิดขายอีกต่อไปภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งขึ้นราว 10% ต่อปี
ประเด็นนี้ เราประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ให้บริการประกันชีวิตรายใหญ่จะเปลี่ยนนโยบายไปใช้ co-payment เต็มรูปแบบสำหรับลูกค้าใหม่ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่กระทบผู้ถือกรมธรรม์เดิมที่ยังถือแผนแบบ Lump Sum เดิมอยู่
โมเดล Co-payment คาดว่าจะทำให้ผู้เอาประกันใช้บริการรักษาแบบกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) อย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยนอกอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่มากเกินจำเป็นของบริษัทประกันด้วย
ปัจจุบัน รายละเอียดของแผนประกันใหม่ยังไม่ชัดเจน โดยคาดว่าค่าเบี้ยประกันจะต่ำกว่าแผน Lump Sum ในปัจจุบัน (ขึ้นกับสัดส่วน co-payment) โดยผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์บางส่วนตั้งแต่ต้น ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา
โรงพยาบาลที่มีรายได้จากประกันสูงได้รับผลลบมากกว่า
ปัจจุบัน เรามองว่าข่าวนี้อาจกดดัน sentiment ระยะสั้นต่อหุ้นโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากประกันสูง เมื่อเทียบกับบริษัทที่พึ่งพารายได้นี้น้อยหรือไม่มีเลย แต่อย่างไรก็ดี เราไม่คาดว่าจะเกิดผลกระทบเชิงลบในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการรักษาพยาบาลเป็นความจำเป็น ไม่ว่าจะจ่ายผ่านประกัน หรือจ่ายเงินสดเอง นอกจากนี้ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ยังสามารถออกแบบการรักษาที่เป็นแพ็กเกจ (medical packages) ให้สอดคล้องกับโครงสร้างประกันแบบใหม่ได้ เมื่อรายละเอียดของ co-payment ชัดเจนขึ้น
หากอิงจากงบ 9M68 รายได้ส่วนที่มาจากประกันภัยคิดเป็น 38% จากรายได้รวมของ BDMS, 25% ของ BCH, 25% ของ CHG, 21% ของ BH และ 50% ของ EKH
คาดกำไร 4Q68F เติบโต YoY
ในระยะสั้น เราคาดว่ากำไรเบื้องต้น 4Q68F ของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเติบโต YoY หนุนจากรายได้ผู้ป่วยในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากช่วงหน้าฝนที่ยาวกว่าปกติ และจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่แข็งแกร่งในช่วงดังกล่าว
Valuation & Action
ขณะนี้ เราคาดว่ากำไรปี 2568F ของกลุ่มโรงพยาบาลจะแผ่วลง 0.9% YoY จากนั้นปี 2569F จะเพิ่มขึ้น 8.4% YoY โดย downside risk หลักยังมาจากผลกระทบเชิงลบจากการนำนโยบาย Co-payment มาใช้ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงพยาบาล “มากกว่าตลาดฯ” และเลือก BCH และ BDMS เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเป้าหมาย DCF ที่ 14.00 บาท และ 24.50 บาท ตามลำดับ โดยมองว่าราคาหุ้นล่าสุดที่ร่วงลงมา จะเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล
Risks
โรคระบาด และเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าคาด








