บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Land and Houses (LH.BK/LH TB)*
คาดกำไรหลักปี 2569F-70 F จะโตเป็นเลขสองหลัก
Event
ประมาณการ 4Q68F และปรับประมาณการกำไรปี 2569F ราคาเป้าหมายกับคำแนะนำใหม่
Impact
ประมาณการ 4Q68F และปี 2568F
เราประเมินกำไรสุทธิ 4Q68F จะร่วงลงหนัก YoY อยู่ที่ 770 ลบ. (-2% QoQ และ -70% YoY) จากการไม่มีกำไรพิเศษของการขายสินทรัพย์ก้อนใหญ่ แต่กำไรปกติน่าจะโตได้ 15% QoQ จากผลงานของธุรกิจโรงแรมและค่าเช่าที่ดีขึ้นช่วงไฮซีซัน ส่วนกำไรหลักปี 2568F เราคาดแย่ลง 24% ที่ 3.1 พันลบ.จากรายได้ชะลอตัวและอัตรากำไรลดลงท่ามกลางภาวะตลาดอสังหา ฯ ที่ซบเซา ขณะที่ กำไรสุทธิจะลดลงแรงกว่า โดยร่วงลง 31% YoY อยู่ที่ 3.8 พันลบ.จะเป็นเพราะมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ลดลง ส่วนพรีเซลทั้งปี 2568 ลดลง 24% YoY อยู่ที่ 1.43 หมื่นลบ. (แนวราบ -19% และคอนโดฯ -45%) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปิดโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 8.7 พันลบ. (-70% YoY) (Figure 1)
Guidance ปี 2569
Guidance ล่าสุดจาก LH ออกเชิงอนุรักษ์นิยม โดยปี 2569 วางแผนเปิดโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3.66 พันลบ. (-60% YoY) และตั้งเป้าพรีเซลทรงตัวที่ 1.5 หมื่นลบ. (แนวราบที่ 1.3 หมื่นลบ.และคอนโดฯ ราว 2 พันลบ.) ขณะที่ บริษัทตั้งเป้ายอดโอนแข็งแกร่งที่ 1.7 หมื่นลบ. (+30% YoY) จากการก่อสร้างโครงการคอนโด ฯ หรู (วัน เวลา ณ เจ้าพระยา) แล้วเสร็จพร้อมโอนและรายได้ธุรกิจโรงแรมและค่าเช่าสูงราว 9.9 พันลบ. (+24% YoY) ที่จะรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของโรงแรม Grande Centre Point (GCP) ลุมพินี และ Prestige hotel อีกทั้ง โรงแรม GCP Voyage Pattaya (494 ห้อง) จะเริ่มเปิดดำเนินการได้ใน 4Q69 ในด้านการขายสินทรัพย์ LH มีแผนขายสินทรัพย์ในสหรัฐฯ 2 รายการ มูลค่าการลงทุนรวม US$160ล้าน (ราว 5 พันลบ.) กับโรงแรมในประเทศไทย 1 แห่ง มูลค่า 2.3 พันลบ. เทียบปี 2568 ที่ขายสินทรัพย์ในสหรัฐฯ ได้ 2 รายการ มูลค่ารวม US$240ล้าน (ราว 7.85 พันลบ.) ส่วนเงินลงทุน (CAPEX) ปี 2569F ตั้งเป้าไว้ที่ 4.5 พันลบ. (เพื่อซื้อที่ดิน 2 พันลบ.และพัฒนาโรงแรมอีก 2.5 พันลบ.)
การโอนคอนโดหรู “วัน เวลา ณ เจ้าพระยา” มูลค่า 1.5 หมื่นลบ.จะดันกำไรหลักปี 2569F–70F
ช่วงปี 2567-68 LH เปิดโครงการใหม่เพียงเล็กน้อยเพราะเน้นระบายสต๊อกโครงการเดิมมูลค่ารวม 7.6 หมื่นลบ. โดยโครงการคอนโดฯ “วัน เวลา ณ เจ้าพระยา” (ขายได้แล้ว 57%) มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2569 โดย LH คาดว่าปีนี้จะรับรู้รายได้จากการโอนราว 2.5 พันลบ.และส่วนที่เหลือในปีถัดไป ส่วนเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์จะนำไปชำระหนี้ เพื่อลด net gearing ลงที่ 1x จากปัจจุบันที่ 1.2x ปัจจุบัน กลุ่ม LH เป็นเจ้าของและบริหารสินทรัพย์เพื่อการลงทุน 11 แห่งในไทย มูลค่ารวม 3.2 หมื่นลบ.และอีก 3 แห่งในสหรัฐฯ มูลค่ารวมราว US$226ล้าน
Valuation & Action
แม้ประมาณการพรีเซล ยอดโอน และรายได้ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของเราจะค่อนไปทางอนุรักษ์นิยมกว่า guidance ของ LH ราว 10–12% แต่เราคาดกำไรปกติปี 2569F จะโต 26% YoY อยู่ที่ 3.9 พันลบ.และโตต่อเนื่องอีก 17% YoY ที่ 4.6 พันลบ.ปี 2570F เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย SOTP ขึ้นที่ 4.70 บาท (จากธุรกิจหลัก 1.50 บาทและจากธุรกิจการลงทุน 3.20 บาท) จากเดิม 4.10 บาทและปรับเพิ่มคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากถือ โดยกำไรหลักฟื้นตัวดีและคาด dividend yield ปี 2568F-70F สูงราว 6.5–7.5%/ปี
Risks
ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ โอกาสการปฏิรูปนโยบายจากภาครัฐ การให้สินเชื่อมีความเข้มงวดมากขึ้นท่ามกลางภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนสูงยืดเยื้อ รวมทั้ง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ







