บล.ทรีนีตี้
ธนาคารกรุงไทย – KTB
กำไร 4Q68 อ่อนตัว ส่วนปี 69 คาด NIM และ Non-NII กดดัน
- กำไร 4Q68 อยู่ที่ 10,773 ล้านบาท (-26%QoQ, +3%YoY) ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย
- รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัว แม้สินเชื่อจะโตดี แต่ NIM ลดลง
- ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงค่อนข้างมาก โดยหลักเป็นการลดลงของกำไรจากเงินลงทุน เนื่องจากใน 3Q68 มีกำไรจากการ mark-to-market เงินลงทุนใน THAI
- คาดปี 2569 มีปัจจัยกดดันจาก NIM และ Non-NII ที่ลดลง แม้ว่าอาจเห็นค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ลดลงบ้าง แต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงได้ เราจึงคาดกำไรปี 2569 จะปรับตัวลงราว 10%YoY
- Upside ค่อนข้างจำกัด แนะนำเพียง “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”
กำไร 4Q68 อ่อนตัวใกล้เคียงคาด
KTB ประกาศกำไร 4Q68 ที่ 10,773 ล้านบาท อ่อนตัว 26%QoQ แต่เติบโต 3%YoY ต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าเล็กน้อยราว 3% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวราว 3%QoQ แม้ว่าสินเชื่อจะเติบโตได้ดีในช่วงปลายปี แต่ NIM อ่อนตัวลง 12 bps ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมีการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงราว 25%QoQ แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะปรับตัวดีขึ้นราว 5%QoQ จากธุรกิจ Wealth Management และธุรกิจบัตรเครดิต แต่กำไรจากเงินลงทุนปรับตัวลงค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาด บวกกับใน 3Q68 มีการ mark-to-market เงินลงทุนใน THAI ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ด้านค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ค่อนข้างทรงตัว QoQ สะท้อนแนวโน้มสัดส่วน NPL ที่อยู่ที่ 2.90% จาก 2.88% ใน 3Q68 ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างทรงตัวเช่นกัน ทำให้ระดับสำรองส่วนเกินยังคงอยู่ในระดับสูง สัดส่วน NPL Coverage Ratio ณ สิ้นปีอยู่ที่ 203.6%
คาดกำไรปี 69 อ่อนตัว ตามแนวโน้ม NIM และไม่มีแรงหนุนจาก Non-NII
เราปรับลดกำไรปี 2569 ลงจากประมาณการก่อนหน้าราว 5% มาอยู่ที่ 43,468 ล้านบาท ลดลง 10%YoY โดยมีแรงกดดันหลักมาจาก NIM ที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง หลังการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2568 จะส่งผลเต็มปีในปี 2569 (และยังอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วง 1H69) ขณะที่คาดรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะอ่อนตัวลง เนื่องจากในปี 2568 ที่ผ่านมามีกำไรจากเงินลงทุนค่อนข้างสูงจากการ mark-to-market เงินลงทุนใน THAI บวกกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ลดลงส่งผลบวกต่อราคาตราสารหนี้ ทั้งนี้เราคาดว่าจะเห็นค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ลดลงได้บ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้หลักที่ลดลงได้
ยังคงแนะนำเพียง “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”
จากการปรับลดประมาณการกำไร ทำให้เราประเมินราคาเป้าหมายปี 2569 ใหม่มาอยู่ที่ 28 บาท อิง PBV 0.8 เท่า โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside ค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะคาดปันผลค่อนข้างสูงที่ราว 5.5-5.8% ก็ตาม เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”
ความเสี่ยง: การชะลอตัวของเศรษฐกิจ / คุณภาพหนี้ที่แย่ลง








