SCGD เผยปี 2568 แข็งแกร่งท่ามกลางตลาดโลกผันผวน ดัน EBITDA โต 3,351 ล้านบาท กำไร 1,010 ล้านบาท มั่นใจปี 2569 ธุรกิจในเวียดนามโตต่อเนื่อง เร่งลงทุนขยายฐานผลิต-หนุนส่งออกตลาดโลก ขยายพอร์ตสินค้า HVA–SVP เพิ่มทางเลือก คุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
SCGD เผย EBITDA ที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบค่าเงิน เติบโตขึ้น 7% ในปีนี้ ตามระดับที่คาดไว้ ขณะที่กำไรเติบโต 15% จากปีก่อน ท่ามกลางความท้าทาย จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นศักยภาพตลาดเวียดนาม เดินหน้าลงทุนขยายฐานการผลิต โรงงาน DAI LOC เวียดนามตอนกลาง รองรับการเติบโตในอนาคต ควบคู่การขยายพอร์ตสินค้า HVA – SVP และสินค้าใหม่ในไทย เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง พร้อมจ่ายเงินปันผลเพิ่ม 0.19 บาทต่อหุ้น ดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง แม้ในยุคเศรษฐกิจผันผวน
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ผลประกอบการไม่รวมรายการพิเศษ ปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 3,351 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับปีอยู่ที่ 1,010 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% และ 11% จากปีก่อน มีรายได้ 22,676 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน และหากไม่รวมผลกระทบ ของค่าเงินบาทแข็งค่าด้วยแล้ว EBITDA และกำไรสำหรับปีจะดีขึ้น 7% จากปีก่อน และ 15% จากปีก่อน ตามลำดับ
สำหรับไตรมาส 4 ของปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 759 ล้านบาท ดีขึ้น 4% จากปีก่อน กำไร 199 ล้านบาทดีขึ้น 12% จากปีก่อน ถึงแม้รายได้จะลดลง 11% อยู่ที่ 5,308 ล้านบาท จากการบริหารจัดการต้นทุน และการบริหารภายในที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถ ในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ท้าทาย

ทั้งนี้ ปี 2568 ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างภายในประเทศ เผชิญแรงกดดันจากความท้าทาย และความผันผวนของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม SCGD เร่งปรับโครงสร้างควบคู่ กับการบริหารต้นทุนอย่าง มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน SCGD เร่งปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้อง กับสภาวะตลาดและความต้องการผู้บริโภค พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตระยะยาว ได้แก่
1.) ชูเวียดนามเป็นเสาหลักเชิงกลยุทธ์การเติบโต ยกระดับเวียดนามเป็นฐานการผลิต และส่งออกสำคัญของภูมิภาค โดยมี PRIME GROUP เป็นกลไกหลักในการรองรับ การเติบโตของวัสดุตกแต่งพื้นผิว ในตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่ง PRIME มีปริมาณการขายกระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) สูงสุดในปี 2568 กว่า 13.5 ล้านตารางเมตร ล่าสุด SCGD ลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตร ที่โรงงาน DAI LOC ตั้งอยู่ทางเวียดนามตอนกลาง สอดรับกับความต้องการ GP ที่สูงขึ้นในตลาดภายในประเทศ และตลาดส่งออก คาดโครงการแล้วเสร็จปลายปี 2569 ส่งผลให้ในอนาคต PRIME จะมีกำลังการผลิต GP รวม เป็น 25.6 ล้านตารางเมตร หรือ 32% ของกำลังการผลิตรวม และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเป็น 45 ล้านตารางเมตร ในปี 2573 นอกเหนือจากศักยภาพการผลิต และต้นทุนที่สามารถแข่งขันในตลาดได้แล้ว PRIME ยังเพิ่มโอกาสทางการขายด้วยสินค้า ที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงความต้องการ ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับ ระดับสากล Bottom of Form
2.) รักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว และสุขภัณฑ์ในประเทศ ผ่านการนำเสนอสินค้าใหม่ พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมคนรุ่นใหม่ กลุ่มรักสุขภาพ และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงความต้องการสินค้าคุณภาพสูง ดีไซน์สวย และฟังก์ชันที่คุ้มค่า โดยในไตรมาส 4 กลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง HVA (High Valued Added) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีสัดส่วนยอดขาย 39% ของรายได้ ขณะที่ กลุ่มสินค้า SVP (Smart Valued Product) หรือสินค้าคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ มีสัดส่วนรายได้ 16% ของรายได้ โดยมุ่งดำเนินการ 3 แนวทาง ดังนี้
- นำเสนอสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด สร้างความหลากหลายของพอร์ตสินค้า ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดย SCGD มียอดขายจากกลุ่มสินค้าใหม่กว่า 800 ล้านบาทในปี 2568 เติบโต 47% เทียบปีก่อน
- มุ่งพัฒนากลุ่มสินค้า HVA อย่างต่อเนื่อง อาทิ นวัตกรรม Wetguard+ จาก COTTO ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อพื้นเปียก และให้สัมผัสนุ่มสบายเมื่อพื้นแห้ง รวมถึงกระเบื้องตกแต่งภายนอก (Exterior Tile) จาก COTTO ที่มีความแข็งแกร่ง กันลื่น ทนแดด ทนสารเคมี ดูแลง่าย รองรับการใช้งานได้หลากหลาย
- เดินหน้าขยายพอร์ตสินค้า SVP เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มตลาดมวลชน ได้อย่างครอบคลุม อาทิ กระเบื้องแฟมิลี พื้น Floor PRO เป็นต้น
3.) กลยุทธ์เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ในปี 2568 SCGD มุ่งเน้นการบริหารต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างรอบด้าน โดยลดต้นทุนด้านพลังงานผ่านการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล และพลังงานแสงอาทิตย์ และสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมตั้งแต่ปี 2563 ได้กว่า 330 ล้านบาท โดยในปี 2568 มีการใช้สัดส่วนการใช้ไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 13.6% ขณะที่การใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มเป็น 23.5%

นอกจากนี้ ยังสามารถเจรจาลดต้นทุนวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารจัดการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตของ SCGD ด้วยการดำเนินงานผ่านการนำเทคโนโลยี Automation อาทิ การออกแบบสินค้า การใช้หุ่นยนต์ในการพ่นสี รวมถึงการลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการ ด้วยการปรับลดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการควบคุมสินค้าคงคลัง และการบริหารลูกหนี้การค้า ขณะเดียวกัน ยังสามารถลดต้นทุนทางการเงิน จากการทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ เพื่อชำระหนี้เดิม และการชำระคืนหนี้บางส่วน โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 280 ล้านต่อปี”
นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวว่า “สำหรับปี 2568 บริษัทสามารถขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ไปยังต่างประเทศ และเพิ่มผู้แทนจำหน่ายเป็น 201 ราย และมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ อยู่ที่ 520 ล้านบาท อีกทั้งต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวสู่การนำเสนอสินค้าตกแต่งพื้นผิวที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยสินค้าวัสดุตกแต่งพื้นผิว SPC (Stone Plastic Composite) มีปริมาณการขายอยู่ที่ 1.2 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 55% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับลดต้นทุนเพิ่มความสามารถแข่งขัน กับคู่แข่งระดับโลกได้ โดยในไตรมาส 4 สามารถลดต้นทุนได้ 20% เทียบต้นปี 2568 และยังทำต่อเนื่อง รวมทั้งมียอดขายจากธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง เพื่อต่อยอดไปสู่อาเซียนในอนาคต เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน
SCGD มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 36,588 ล้านบาท และยังคงความแข็งแกร่งทางการเงิน ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ 1.1 เท่า ลดลงจากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่า พร้อมเติบโตในระยะยาว รวมทั้งยังมีการจัดการเงินทุน และการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เน้นให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตในอนาคต”
“คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.34 บาท แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท เพื่อเป็นการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจจะเติบโต ด้วยการดำเนินงานอย่างมีกลยุทธ์ และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง” นายนำพล กล่าวปิดท้าย










