บล.ฟินันเซีย ไซรัส:

(-) THAI (BUY, TP THB11.30) สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม

THAI: แนวโน้มกำไรปกติ 4Q25 ลดลง q-q, y-y

แนวโน้มกำไรปกติ 4Q25 คาดลดลงทั้ง q-q และ y-y ต่ำกว่าคาด จากการบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงานในรูปแบบค่าตอบแทนพิเศษครั้งเดียว ราว 1.0 พันลบ. และการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงเครื่องบินเป็น 5.0 พันลบ. จาก 3Q25 ที่ 3.5 พันลบ. กดดัน operating profit margin ทั้งนี้ บริษัทจะบันทึกรายได้จากการกลับรายการภาษีราว 1.0 พันลบ. จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีของโครงการลงทุนที่ยังมีอยู่ เข้ามาช่วยชดเชยบางส่วน

ด้านการดำเนินงาน 4Q25 คาดว่า passenger yield จะปรับเพิ่มขึ้น q-q แต่ลดลง y-y จากฐานสูงปีก่อน และผลของเงินบาทแข็งค่า มีเพียงเส้นทางออสเตรเลียที่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เส้นทางเอเชียและยุโรป การปรับลด cabin factor ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. สะท้อนการบริหารจัดการ capacity เพื่อรักษาระดับ passenger yield มากกว่าการกระตุ้นปริมาณผู้โดยสาร

ในปี 2026 THAI จะรับมอบเครื่องบินใหม่รวม 20 ลำ (A321 จำนวน 16 ลำ และ B787 จำนวน 4 ลำ) ทำให้จำนวนฝูงบินเพิ่มเป็น 99 ลำ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าซ่อมบำรุง เพิ่มขึ้นโดยหลักในช่วง 2H26 ขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานยังตั้งเป้าควบคุมไม่ให้เกิน 13% ของรายได้ (ปี 2025: 11%)

กรณีศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งเปิดทางให้บอร์ดชุดใหม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการตัดสินคดี ทั้งนี้ สำหรับธุรกรรมสำคัญของ THAI เช่น การเช่าเครื่องบิน B787 เพิ่ม 10 ลำ หลักการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากบอร์ดชุดเดิมแล้ว โดยบอร์ดชุดใหม่ได้นำมติที่มีอยู่ไปดำเนินการต่อ ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนต่อการดำเนินงานในระยะสั้น

ในวันที่ 4 ก.พ. 2026 ผู้ถือหุ้นที่ติด Silent period จะสามารถขายได้ไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นที่ถูกล็อก (6.6 พันล้านหุ้น จาก 2.64 หมื่นล้านหุ้น) ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหุ้น THAI ที่ซื้อขายได้ในตลาดเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 30% ของหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด จากปัจจุบันที่ 6.7% นั้น เมื่อพิจารณาว่ากลุ่มสหกรณ์ที่ถือหุ้นอยู่ราว 24% และกระทรวงการคลัง (39%) มีแนวโน้มถือหุ้นต่อ คาดว่าแรงขายหลักจะมาจากผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ต้องการสภาพคล่อง ส่งผลให้แรงกดดันต่อราคาหุ้นน่าจะอยู่ในวงจำกัด

 

- Advertisement -