MMM สยายปีกสร้างอาณาจักร “พร็อพเพอร์ตี้ ไฟแนนซ์” แตกไลน์ธุรกิจ ตั้งบริษัท “ MMM Mega Fin Holding” ปั้น New S-Curve สู่เจ้าตลาดสินเชื่อครบวงจร
บมจ.เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล หรือ MMM เดินเกมรุกสร้างอาณาจักร “พร็อพเพอร์ตี้ ไฟแนนซ์” หลังบอร์ดไฟเขียวจัดตั้ง “บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม เมกะ ฟิน โฮลดิ้ง จำกัด” (MMM Mega Fin Holding) ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท สยายปีกสู่ธุรกิจ สินเชื่อรายย่อย กาง โมเดลสินเชื่ออสังหาฯ ภายใต้ “เงินติดรั้ว” และ“เอ็มเอ็มเอ็ม พิโก พลัส โฮลดิ้ง” นำร่องปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางและเล็ก รวมถึงสินเชื่อรายย่อยโดยมีโฉนดในการค้ำประกัน ปั้น New S-Curve เจ้าตลาดสินเชื่อครบวงจร สู่การสร้าง Recurring Income ในอนาคต
นางสาวณิชา โรจน์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM ผู้นำด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การให้บริการที่ปรึกษาด้านการขายและการตลาดแก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาฯ และซื้อขายอสังหาฯ แบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินเกมรุกแตกไลน์ธุรกิจ สร้างอาณาจักร“พร็อพเพอร์ตี้ ไฟแนนซ์” สยายปีกสู่ตลาดสินเชื่อครบวงจร เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับบริษัทฯ ในอนาคต หลังที่คณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติให้ MMM จัดตั้งบริษัทย่อย ภายใต้ “บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม เมกะ ฟิน โฮลดิ้ง จำกัด” (MMM Mega Fin Holding) โดยทาง MMM ถือหุ้น 100% และมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company)รองรับการขยายธุรกิจใหม่ ด้านสินเชื่อรายย่อย พร้อมเพิ่มโอกาสให้กับผู้พัฒนาโครงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และยังเพิ่มรายได้จากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และบริการเสริมอื่น ๆ ในระยะยาว
นอกจากนี้ MMM ได้เร่งวางโครงสร้างธุรกิจด้านการเงินอย่างเป็นระบบ ด้วยการจัดตั้งบริษัทย่อยเพิ่มเติมอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เงินติดรั้ว จำกัด และ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม พิโก พลัส โฮลดิ้ง จำกัด โดยให้ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม เมกะ ฟิน โฮลดิ้ง จำกัด เข้าถือหุ้นทั้งสองบริษัทในสัดส่วน 100% เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจสินเชื่อรายย่อยของกลุ่มในระยะยาว
สำหรับ บริษัท เงินติดรั้ว จำกัด ซึ่งจัดตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท มุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) โดยใช้อสังหาริมทรัพย์พร้อมอยู่ (Ready to Move) เป็นหลักประกัน และให้บริการในรูปแบบนายหน้าจัดหาคู่สัญญาระหว่างผู้ขอสินเชื่อกับนักลงทุนหรือนายทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการจำนองและขายฝาก โมเดลดังกล่าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาแหล่งเงินทุน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสสร้างรายได้จากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
การวางตำแหน่งธุรกิจในลักษณะดังกล่าว สะท้อนกลยุทธ์ของ MMM ในการเจาะตลาดสินเชื่อที่มีหลักประกันคุณภาพสูง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทให้กลายเป็นแหล่งรายได้ประจำที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว
ขณะที่ “บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม พิโก พลัส โฮลดิ้ง จำกัด” จัดตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท เพื่อดำเนิน ธุรกิจรูปแบบ บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ซึ่งจะเข้าถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด ภายใต้การกำกับ (พิโกไฟแนนซ์ พลัส) โดยจะนำร่องเจาะตลาด จ.นนนทบุรี และจ.ปทุมธานี ภายใต้ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม พิโก พลัส นนทบุรี จำกัด และบริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม พิโก พลัส ปทุมธานี จำกัด เนื่องจากทั้ง 2 จังหวัดเป็น Hub ศูนย์กลางที่อยู่อาศัยและคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีความเจริญสูง
นางสาวณิชา กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในอนาคต “เอ็มเอ็มเอ็ม เมกะ ฟิน โฮลดิ้ง” มีแผนจะขยายการลงทุนในธุรกิจครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวกับด้านการเงินหรือเป็นศูนย์บริการอสังหาครบวงจรมากขึ้น เช่น ศูนย์รับซื้ออสังหาริมทรัพย์ด่วน ศูนย์ให้คำปรึกษากฎหมาย เช่น ฟ้องคดีอสังหา ศูนย์ให้คำปรึกษาการขอสินเชื่อ ศูนย์รับซื้อหนี้ ที่เป็น NPL หรืออยู่ในกรมบังคับคดี เป็นต้น
“บริษัทฯ เชื่อว่าการลงทุนในครั้งนี้เป็นการขยายธุรกิจสินเชื่อทางการเงิน ทั้งสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง สินเชื่อจำนอง ขายฝาก สินเชื่อพิโกไฟแนนส์พลัสแบบมีโฉนดค้ำประกัน แบบครบทุกมิติ สู่การสร้าง Recurring Income ซึ่งสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มการให้บริการสินเชื่อในปัจจุบัน เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากกว่าเดิม MMM จึงมองเห็นโอกาสในการเข้ามาเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกที่มีความยืดหยุ่น เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องของผู้พัฒนาโครงการ โดยยังคงดำเนินงานภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบและเหมาะสม ดังนั้นจึงมองว่าการแตกไลน์ธุรกิจดังกล่าวเป็นการเพิ่มโอกาส การสร้างการเติบโต ทางธุรกิจในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยึดหลักในการดำเนินงาน การปล่อยสินเชื่อในรูปแบบที่มีหลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์ และกำหนดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 30% – 50% ของมูลค่าหลักประกัน เพื่อเลี่ยงปัญหาด้าน NPL ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายทางการเงินของบริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในการลงทุนในระยะยาว โดยเชื่อว่าการต่อยอดการให้บริการสินเชื่อเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ MMM ครอบคลุมทั้งธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจสินเชื่อการเงิน ตอบโจทย์การก้าวสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจ “พร็อพเพอร์ตี้ ไฟแนนซ์” สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต”









