OR ปี 68 กำไรแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท พุ่งแรง 48% Mobility-Lifestyle หนุน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 รายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9.0% ตามราคาน้ำมันและยอดขายต่างประเทศที่ชะลอ แต่ยังคุมต้นทุนและมาร์จิ้นได้ดี หนุน EBITDA เพิ่มขึ้น 15.2% อยู่ที่ 20,357 ล้านบาท และกำไรสุทธิ +47.8% เป็น 11,304 ล้านบาท โดยกลุ่ม Mobility และ Lifestyle เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ไตรมาส 4/68 รายได้ฟื้นตามฤดูกาล แต่กำไรอ่อนตัว QoQ จากต้นทุนและอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ดี ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง หนี้ลดลงต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงานปี 2568 OR มีรายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 65,235 ล้านบาท (-9.0%)
เมื่อเทียบปี 2567 โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจ Mobility และกลุ่มธุรกิจ Global ลดลง 10.2% และ 14.7% ตามลำดับ จากราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับลดลง ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับปริมาณจำหน่ายที่ลดลง โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ถึงแม้ว่ากลุ่มธุรกิจ Lifestyle จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8% จากทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มและธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ตามการขยายสาขา และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง

ปี 2568 มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท (+15.2%) จากปีก่อนหน้า โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหลักจากน้ำมันอากาศยานและดีเซล และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle จากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่กำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง เป็นผลมาจากการยุติธุรกิจที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามแผนในปี 2567 ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Global ลดลง จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ลดลง ในประเทศกัมพูชา และฟิลิปปินส์เป็นหลัก สำหรับภาพรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับลดลง 3.8% จากค่าเช่าและค่าจ้างบุคคลภายนอก สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Share of gain from investment) ภาพรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทร่วมทุนในประเทศเมียนมาได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2567 ในงวดนี้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และมีผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์ ส่งผลให้ในปี 2568 OR มีกำไรสุทธิจำนวน 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,654 ล้านบาท (+47.8%) คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.94 บาท

ผลการดำเนินงาน 4Q/68 มีรายได้ขายและบริการ 155,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,935 ล้านบาท (+1.3%) เมื่อเทียบกับ 3Q/68 ตามปัจจัยฤดูกาล โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้น 2.1% จากปริมาณจำหน่ายที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและดีเซล และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันที่ 3.9% จากทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Global ลดลง 20.1% จากปริมาณจำหน่ายที่ลดลง โดยหลักจากประเทศฟิลิปปินส์

ใน 4Q/68 มี EBITDA จำนวน 4,443 ล้านบาท ลดลง 435 ล้านบาท (-8.9%) จากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจ Global ที่ภาพรวมกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวลดลง และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Mobility ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามปริมาณจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรจะทรงตัว สำหรับภาพรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย

สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Share of gain from investments) ภาพรวมลดลงเล็กน้อย ในไตรมาสนี้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และมีผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์ รวมทั้งมีการตั้งสำรองด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 343 ล้านบาท ทำให้ใน 4Q/68 OR มีกำไรสุทธิจำนวน 2,078 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 536 ล้านบาท (-20.5%) และคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.17 บาท

ทั้งนี้ ฐานะทางการเงิน ณ 31 ธันวาคม 2568 OR มีสินทรัพย์รวมจำนวน 197,931 ล้านบาท ลดลง 9,561 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 โดยหลักมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่ลดลง ในขณะที่สินค้าและพัสดุคงเหลือเพิ่มขึ้น OR มีหนี้สินรวมจำนวน 84,110 ล้านบาท ลดลง 14,421 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากเจ้าหนี้การค้าที่ลดลง และการชำระคืนเงินกู้ สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้น มีจำนวน 113,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,860 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรสุทธิระหว่างงวด หักกับการจ่ายเงินปันผล

- Advertisement -