GLOBAL ปี 2568 กำไร 1.9 พันล้านบาท ลดลง 17.98% เศรษฐกิจชะลอ กำลังซื้ออ่อนแอ

บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 มีกำไรสุทธิ (เฉพาะกิจการ) เท่ากับ 1,841.25 ล้านบาท ลดลง 273.44 ล้านบาท หรือลดลง 12.93% และเมื่อรวมส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า และการลงทุนในบริษัทย่อยแล้ว จะทำให้บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมเท่ากับ 1,941.36 ล้านบาท ลดลง 425.50 ล้านบาท หรือลดลง 17.98% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 เนื่องจากการลดลงของยอดขายตามภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ แม้ว่าบริษัทฯ จะใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย

บริษัทฯ มีรายได้รวมในปี 2568 เท่ากับ 32,400.13 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 จำนวน 614.84 ล้านบาท หรือลดลง 1.86% ประกอบด้วย รายได้จากการขายเท่ากับ 31,601.09 ล้านบาท ลดลง 684.16 ล้านบาท หรือลดลง 2.12% เป็นผลจากการลดลงของยอดขายสาขาเดิม แม้ว่าจะเปิดสาขาใหม่เพิ่มในปี 2568 อีก 6 สาขา และรายได้อื่นเท่ากับ 799.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.50% เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินสนับสนุนจากคู่ค้า รวมถึงรายได้ค่าขนส่งและค่าบริการ

ในส่วนกำไรขั้นต้นในปี 2568 เท่ากับ 8,159.15 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา 25.82% ของรายได้จากการขาย โดยมีสัดส่วนใกล้เคียงกับปี 2567 เนื่องจากปรับนโยบายบริหารจัดการสินค้า House Brand

ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายการบริหาร (ไม่รวมค่าเสื่อมราคา และกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เกิดขึ้นจริง และกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนชั่วคราวที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ในปี 2568 เท่ากับ 5,082.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 300.62 ล้านบาท หรือ 6.29% โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวคิดเป็น 16.08% ของยอดขาย เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายกลุ่มเงินเดือนของสาขาที่เปิดใหม่ 6 สาขา

ต้นทุนทางการเงินในปี 2568 เท่ากับ 235.86 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 จำนวน 75.94 ล้านบาท หรือลดลง 24.36% โดยมีสาเหตุหลักจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวกับสถาบันการเงิน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ในปี 2568 เท่ากับ 442.06 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 จำนวน 95.62 ล้านบาท หรือลดลง 17.78% เป็นผลจากกำไรก่อนหักภาษีที่ลดลง

กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ในปี 2568 เท่ากับ 4,010.02 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 จำนวน 558.87 ล้านบาท หรือลดลง 12.23% เนื่องจากรายได้รวมที่ลดลง

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 40,190.23 ล้านบาท สินทรัพย์ที่สำคัญประกอบด้วย เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเท่ากับ 2,029.30 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น 603.07 ล้านบาท สินค้าคงเหลือ 13,067.69 ล้านบาท สินทรัพย์ทางการเงินอื่น 384.11 ล้านบาท เงินลงทุนในการร่วมค้า 2,247.08 ล้านบาท และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 20,225.50 ล้านบาท สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 686.79 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.74% จากวันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 368.10 ล้านบาท และรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 436.80 ล้านบาท จากการเปิดสาขาใหม่ในปี 2568 ในขณะที่มีการลดลงของรายการสินค้าคงเหลือ 202.55 ล้านบาท ตามนโยบายบริหารจัดการสินค้าคงคลัง

ในส่วนของหนี้สิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีหนี้สินรวมเท่ากับ 14,397.66 ล้านบาท หนี้สินหลักประกอบด้วย เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 9,512.14 ล้านบาท เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 2,474.09 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาว 605.00 ล้านบาท หนี้สินรวมลดลง 147.86 ล้านบาท หรือ ลดลง 1.02% จากวันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น 1,373.13 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวลดลง 470.00 ล้านบาท ในขณะที่เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 899.86 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (Debt to Equity Ratio) เท่ากับ 0.56 เท่า ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เนื่องจากหนี้สินรวมลดลง

ในส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเท่ากับ 25,792.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 834.65 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.34% จากวันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีปัจจัยหลักมาจากกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรเพิ่มขึ้น 771.49 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผล 958.57 ล้านบาท

บริษัทเริ่มใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 7 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ส่งผลให้มีการจัดประเภทรายการกระแสเงินสดใหม่ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงการปรับรูปแบบการนำเสนอ ไม่กระทบฐานะสภาพคล่องของบริษัท

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 2,029.30 ล้านบาท อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 1.26 เท่า สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นและความมั่นคงทางการเงิน บริษัทมีแหล่งเงินทุนเพียงพอรองรับการดำเนินงานและการขยายธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ผ่านการรักษาวินัยในการใช้สินเชื่อ และการบริหารกระแสเงินสดให้เหมาะสมกับการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ พร้อมปรับแนวทางการบริหารสู่ “การค้าปลีกเชิงประสิทธิภาพ (Precision & Efficiency-driven Retail)” โดยมุ่งเน้นการเพิ่มผลตอบแทนต่อสาขา การบริหารสินค้าและสต็อกให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ การควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ให้เหมาะสมกับระดับยอดขาย และการใช้ระบบและข้อมูลเป็นแกนหลักในการกำหนดราคา โปรโมชั่น และการเติมสินค้า

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายการขยายสาขาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงลูกค้าและรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่ในประเทศจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ สาขานราธิวาส สาขาบ้านดุง (จ.อุดรธานี) สาขาแม่สอด (จ.ตาก) สาขาเวียงสา (จ.น่าน) สาขาสมเด็จ (จ.กาฬสินธุ์) และสาขาลาดยาว (จ.นครสวรรค์) ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสาขาที่เปิดดำเนินการแล้วในประเทศรวมทั้งสิ้น 96 สาขา และสาขาของบริษัทย่อยในประเทศกัมพูชาอีก 2 สาขา

นอกจากการขยายสาขาใหม่แล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงร้านสาขาเดิม เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย เพิ่มความสะดวกสบาย และยกระดับประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงร้านสาขาเดิมเพิ่มจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ สาขาประจวบคีรีขันธ์ สาขาสุราษฎร์ธานี สาขานครศรีธรรมราช สาขาอุบลราชธานี สาขาเวียงกุมกาม สาขานครปฐม และสาขาหนองบัวลำภู ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงร้านสาขาเดิมแล้วรวมทั้งสิ้น 45 สาขา

 

- Advertisement -