GPSC กำไรปี 2568 โต 58% แตะ 6,399 ลบ. หนุนส่วนแบ่งกำไร–ขายหุ้น AEPL ดันผลงาน

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,337 ล้านบาท หรือ 58% จากปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า 1,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,086 ล้านบาท หรือ 220%

แรงหนุนสำคัญมาจากโรงไฟฟ้า XPCL ที่ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำจากจีนและปรากฏการณ์ลานีญา อีกทั้งปีนี้ไม่มีการหยุดเดินเครื่องเหมือนปีก่อน ขณะที่ RPCL รับรู้กำไรทางบัญชี 515 ล้านบาท จากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนและเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทร่วม ด้าน AEPL ผลประกอบการดีขึ้นตามกำลังผลิตใหม่ที่ทยอย COD และรับรู้รายได้ทางภาษีในไตรมาส 2/2568

อย่างไรก็ตาม CFXD มีกำไรลดลงหลัง COD ในไตรมาส 1/2568 เนื่องจากกังหันลมบางส่วนอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง ขณะที่รับรู้ต้นทุนทางการเงินและค่าเสื่อมเต็มปี ส่วน TSR ไม่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตั้งแต่มิถุนายน 2568 หลังลงนาม SPA ขายหุ้น และ NUOVO+ มีการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วนตามแผนกลยุทธ์

ปี 2568 บริษัทรับรู้กำไรจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL จำนวน 788 ล้านบาท และบันทึกกลับรายการประมาณการหนี้สินจากข้อพิพาทกับ กฟผ. 222 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้และค่าใช้จ่ายอื่นสุทธิเพิ่มขึ้น 35% อยู่ที่ 1,970 ล้านบาท

ด้านต้นทุนทางการเงินลดลง 13% เหลือ 5,120 ล้านบาท จากการชำระคืนและไถ่ถอนเงินกู้ก่อนกำหนด รวมถึงดอกเบี้ยเฉลี่ยลดลง ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20,960 ล้านบาท ทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน (-24 ล้านบาท) โดย IPP บางแห่งมี Contribution Margin ลดลง แต่ได้รับแรงหนุนจาก Energy Margin ที่ดีขึ้นของเก็คโค่-วัน และโกลว์ไอพีพี รวมถึงต้นทุนก๊าซที่ลดลงช่วยชดเชยผลกระทบค่า Ft

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 101% เป็น 603 ล้านบาท จากภาษีกำไรขายหุ้น AEPL ขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 2,327 ล้านบาท

หากไม่รวมผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงและค่าตัดจำหน่าย กำไรสุทธิปี 2568 (Adjusted Net Income) จะอยู่ที่ 8,047 ล้านบาท สะท้อนความสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานหลักได้ชัดเจนขึ้น

ฐานะการเงิน ณ สิ้นปี 2568 มีสินทรัพย์รวม 264,259 ล้านบาท หนี้สินรวม 147,823 ล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ย 111,859 ล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 116,436 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) อยู่ที่ 0.76 เท่า ตามกรอบนโยบายการเงินของบริษัท

ในส่วนของผลประกอบการไตรมาส 4/2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,498 ล้านบาท ลดลง 244 ล้านบาท -14% จากไตรมาส 3/2568 โดยมีแรงกดดันหลักจากกำไรขั้นต้นที่ลดลงเหลือ 4,871 ล้านบาท หดตัว 846 ล้านบาท หรือ -15% QoQ สะท้อน Contribution Margin ที่อ่อนตัวลง

ปัจจัยสำคัญมาจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ที่ปริมาณขายไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงตามฤดูกาล และมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน ขณะที่ปริมาณขายไฟให้ กฟผ. ลดลงหลังสิ้นสุดสัญญา GSPP11 Phase 1 ในเดือนตุลาคม 2568 ด้าน IPP โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน มีค่าความพร้อมจ่ายลดลงตามฤดูกาล และ Energy Margin ลดลงจากค่าความร้อนเรียกเก็บต่ำกว่าทางบัญชี

นอกจากนี้ บริษัทรับรู้ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 291 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 9 ล้านบาทในไตรมาสก่อน จากผลกระทบค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขณะที่ไตรมาส 3/2568 มีรายการพิเศษจากกำไรขายหุ้น 3.03% ใน AEPL จำนวน 788 ล้านบาท ทำให้ฐานกำไรไตรมาสก่อนอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบวกจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจากบริษัทร่วมและการร่วมค้า 1,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,596 ล้านบาท หรือ 440% QoQ โดย CFXD เข้าสู่ช่วง High Season ของพลังงานลม และได้รับเงินชดเชยความพร้อมใช้งานกังหันลม ขณะที่ AEPL ผลประกอบการดีขึ้นตามปริมาณผลิตไฟฟ้า ด้าน RPCL รับรู้กำไรทางบัญชี 515 ล้านบาท จากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนและเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทร่วม

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 38% QoQ อยู่ที่ 749 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานและที่ปรึกษาธุรกิจ ส่วนต้นทุนทางการเงินลดลงเล็กน้อย 3% เหลือ 1,207 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วนและดอกเบี้ยเฉลี่ยลดลง

กำไรไตรมาส 4/2568 อ่อนตัวจากฤดูกาลและรายการพิเศษในไตรมาสก่อน แม้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเติบโตโดดเด่น ช่วยพยุงผลประกอบการบางส่วนก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริษัทฯ เห็นชอบการจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี 2568 เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ประจำปี 2569 โดยบริษัทฯ เสนอจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี 2568 จำนวน 1.45 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ร้อยละ 63.89 ทั้งนี้ ประกอบด้วยการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 จำนวน 0.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,409,864,683.50 บาท ซึ่งได้จ่ายแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 และการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวด 6 เดือนหลังของปี 2568 จำนวน 0.95 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,678,742,898.65 บาท โดยมีกำหนดจะจ่ายปันผลดังกล่าวในวันที่ 22 เมษายน 2569 หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569

- Advertisement -