SINGER ปี 68 พลิกกำไร 105 ลบ. โต 344% รายได้พุ่ง 43% Q4 กำไรแตะ 60 ลบ. รับแรงหนุน SG Finance+
นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER เปิดเผยผลประกอบการ ปี 2568 มีผลกำไรสุทธิ 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 148 ล้านบาท +344.2% จากปีก่อน โดยมีรายได้รวม 3,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,052 ล้านบาท +43% จากปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 4 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 162 ล้านบาท +158.8% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักมาจากยอดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีแพลตฟอร์ม SG Finance+ ช่วยสนับสนุนการขาย
ผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้จากการขาย 589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109 ล้านบาท หรือ 22.7% จากปีก่อน จากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะหมวดโทรศัพท์มือถือที่เติบโตสูง ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย ทั้งดีลเลอร์ ขายตรง และอีเวนท์ต่าง ๆ รวมถึงรายได้น้ำมันจากโครงการติดตั้งตู้น้ำมันที่ขยายจุดบริการเพิ่มขึ้น ทำให้มีจำนวนตู้น้ำมันรวม 2,575 ตู้ ณ สิ้นปี 2568
ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Locked Phone) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยปี 2568 ปล่อยสินเชื่อรวม 9,310 ล้านบาท เพิ่มจาก 3,243 ล้านบาทในปี 2567 คิดเป็นสัญญาใหม่ 790,622 สัญญา หนุนดอกเบี้ยรับจากสัญญาเช่าซื้อและเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นสู่ 2,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 943 ล้านบาท หรือ 51.9% และจะเป็นฐานรายได้ต่อเนื่องในปี 2569
ต้นทุนขายอยู่ที่ 538 ล้านบาท คิดเป็น 91.3% ของรายได้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 84.6% จากผลของการกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มรวม 28 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายที่ปรึกษากฎหมาย ค่าประกัน และการตั้งสำรองคดีความ อย่างไรก็ดี บริษัทเดินหน้าลดต้นทุนผ่านการปิดคลังสินค้ามือสอง ย้ายบริหารคลังให้ 3rd Party และปิดสาขาที่ยอดขายต่ำ
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 723 ล้านบาท หรือ 102.1% จากการตั้งสำรองลูกหนี้ด้อยคุณภาพในกลุ่มสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินเชื่อรถทำเงิน
อย่างไรก็ดี ต้นทุนทางการเงินลดลง 151 ล้านบาท หรือ 70.9% จากการชำระคืนหุ้นกู้ 1,700 ล้านบาท แม้บริษัทย่อยออกหุ้นกู้ใหม่ 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้หนี้สินรวมลดลงเหลือ 1,647 ล้านบาท (-31.5%) ขณะที่ส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 14,894 ล้านบาท ดันอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 0.12 เท่า
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 16,541 ล้านบาท ลดลง 3.4% เงินสดคงเหลือ 1,854 ล้านบาท โดยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 394 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจากการเร่งขยายพอร์ต Locked Phone
ด้านความสามารถทำกำไรปรับดีขึ้น โดย ROA อยู่ที่ 1.10% และ ROE อยู่ที่ 1.37% ขณะที่อัตราส่วนสภาพคล่องแข็งแกร่ง สินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนอยู่ที่ 17.7 เท่า และความสามารถในการชำระหนี้ 1.68 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่มั่นคงรองรับการเติบโตในระยะถัดไป
นายนราธิป กล่าวเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายบริหารและกลุ่มบริษัทยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานในอนาคต จากการที่บริษัทย่อยเร่งขยายการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Locked Phone) ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างมีวินัย ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทย่อยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริหารคุณภาพสินทรัพย์มีพัฒนาการชัดเจน โดยมูลค่าสินค้ามือสองลดลง 70% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 เหลือมูลค่าเบื้องต้น 78 ล้านบาท และมีมูลค่าตามบัญชีสุทธิคงเหลือเพียง 5 ล้านบาท สะท้อนการเร่งเคลียร์สต๊อกและบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ”
“ในส่วนกลยุทธ์การเติบโต บริษัทเดินหน้ารีโนเวทสาขาและพัฒนาร้านค้าปลีกตลอดปี 2568 เพื่อผลักดันช่องทางค้าปลีกเป็นฐานรายได้ใหม่ ควบคู่กับการทำการตลาดออนไลน์ ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมและบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว” นายนราธิปกล่าวทิ้งท้าย









