บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

Bangkok Bank (BBL TB)

หุ้นเชิงรับ

งบดุลแข็งแกร่ง และมูลค่าน่าสนใจ

คงคำแนะนำ ซื้อ แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 180 บาท (อิง P/BV 0.6 เท่า และ ROE 8.1%) จากเดิม 190 บาท หลังปรับลดประมาณการกำไรจากสมมติฐาน NIM ที่ต่ำลง เรายังคงชอบ BBL จากโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวดี งบดุลแข็งแกร่ง และมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ ด้วยฐานเงินกองทุนที่ฟื้นตัวและเงินสำรองที่เพียงพอ เราคาดว่าธนาคารจะจ่ายเงินปันผล 9.0 บาทต่อหุ้น ภายใต้อัตราการจ่ายปันผล (payout ratio) 37-40% ในปี 68-69 ทั้งนี้ เรามองว่า BBL มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเติบโตระยะยาวผ่านธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะ Permata Bank ในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนความเสี่ยงสำคัญได้แก่คุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด

สินเชื่อภาคธุรกิจและต่างประเทศหนุนการเติบโต ขณะที่ NIM ลดลงช้ากว่าธนาคารใหญ่รายอื่น

ในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คุณชาติศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ BBL ให้เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปี 2569 ที่ 2-3% YoY (สินเชื่อธุรกิจและต่างประเทศ 2-4%, SME ทรงตัว, สินเชื่อรายย่อย 1-2%) บนสมมติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ 1.5-2.0% ผู้บริหารมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะเกิดขึ้น แต่ผลต่อความต้องการสินเชื่อและการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะเห็นชัดในระยะกลางถึงยาว BBL ให้กรอบ NIM ที่ 2.4-2.5% (เทียบกับ 2.75% ในปี 2568) จากสมมติฐานการลดดอกเบี้ยนโยบาย 25bps ในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดใน 1H69 เราคาดว่า NIM ของ BBL จะปรับลดช้ากว่าธนาคารใหญ่รายอื่น เนื่องจาก 1) สัดส่วนลูกค้าในโครงการช่วยเหลือต่ำกว่า และ 2) มีสัดส่วนเงินฝากประจำ (fixed deposits) สูงกว่า ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะเติบโต 1-3% YoY จากค่าธรรมเนียม bancassurance และธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่ดีขึ้น

คาด Credit cost และค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง YoY

แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะลดลง YoY แต่ BBL ตั้งเป้าอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ 47-49% ในปี 69 เทียบกับ 48.4% ในปี 68 เราคาดว่า OPEX จะลดลง 8% YoY จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น หลังจากลงทุนระบบ IT ต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ด้านคุณภาพสินทรัพย์ BBL ตั้งเป้า credit cost ปี 69 ที่ 1.0% (ต่ำกว่าประมาณการของเราที่ 1.1%) และคงเป้า NPL ratio ที่ 3.0%+/- เรามีความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ในระดับต่ำ เนื่องจากธนาคารมีเงินสำรองในระดับสูง อนึ่ง ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นที่ผ่านมา BBL เสริมความแข็งแกร่งงบดุลอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้ง credit cost เฉลี่ย 1.3% ต่อปีในช่วงปี 66-68 ส่งผลให้สัดส่วนเงินสำรองต่อ NPL อยู่ที่ 3 เท่า และคิดเป็นราว 12% ของสินเชื่อรวมในปี 68 เพิ่มขึ้นจาก 9.4% ในปี 65

ลดประมาณการกำไรปี 69-70 หุ้นให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5.5%

เราปรับลดประมาณการกำไรปี 69-70 ลง 2-5% จากการปรับสมมติฐาน NIM ลงและสะท้อนเป้าหมายใหม่ของปี 69 ปัจจุบันคาดว่ากำไรปี 69 จะลดลง 8% YoY อยู่ที่ 4.25 หมื่นล้านบาท (EPS 22.2 บาท) ด้านนโยบายบริหารเงินกองทุน เราใช้สมมติฐานอนุรักษ์นิยมที่อัตราการจ่ายปันผล 37-40% ส่งผลให้คาดเงินปันผล 9.0 บาทต่อหุ้นในปี 68-69 คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5.5% BBL มองว่าอัตราส่วนเงินกองทุน CET1 ปัจจุบันที่ 17% และระดับเงินสำรองหนี้สูญถือว่าเหมาะสม ทั้งนี้ CET1 เคยลดลงเหลือ 14.9% หลังเข้าซื้อกิจการ Permata Bank ในปี 63

- Advertisement -