บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
STECON GROUP (STECON TB)
Strong 4Q25E with upside potential
- คาดกำไรปกติ 4Q25 โต 53% q-q และพลิกกลับจากขาดทุนใน 4Q24 จากการเร่งตัวของรายได้ก่อสร้าง
- มีโอกาสได้รับชำระหนี้จากกลุ่ม UJV โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้การชำระคืนตั้งแต่ 4Q25 เป็นต้นไป
- คงคำแนะนำซื้อ ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมเป็น 12 บาท (0.9x P/BV)
เร่งงานก่อสร้างหนุนการเติบโตของกำไร 4Q25
เราคาดกำไรปกติ 4Q25 ที่ 250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% q-q และพลิกจากขาดทุน 1.2 พันล้านบาทใน 4Q24 ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากรายได้รวมคาด 1.07 หมื่นล้านบาท (+43% q-q, +39% y-y) ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากการกลับมาเร่งงานก่อสร้างหลังความล่าช้าใน 3Q25 โครงการหลักที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โรงไฟฟ้า Solar 7 แห่งที่มีกำหนดแล้วเสร็จภายในสิ้นปี ควบคู่ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีม่วง โครงการรถไฟทางคู่ และโครงการ Data center ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น 4Q25 คาดทรงตัวที่ 7% อยู่ในกรอบที่บริษัทตั้งเป้า ใกล้เคียง 3Q25 และฟื้นตัวจาก -13.1% ใน 4Q24 ซึ่งได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองโครงการอุโมงค์หนองบอน
มีโอกาสได้รับชำระหนี้คืนจากกลุ่ม UJV
รายการพิเศษที่ประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นในงบ 4Q25 คือรายการขาดทุนจากตีมูลค่าอสังหาฯ เพื่อการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะไม่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี รายการบวกคือมีโอกาสบันทึกรายการพิเศษจากกรณีกลุ่ม UJV ผิดนัดชำระค่าก่อสร้างโครงการ CFP โดย STECON ได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 1 พันล้านบาทใน 4Q24 บริษัทได้เจรจากับกลุ่ม UJV อย่างต่อเนื่อง และเรามองว่ามีโอกาสสูงที่จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับยอดค้างชำระ แม้มูลค่าที่จะเรียกคืนได้ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าจะทยอยชำระเป็นงวด โดยเริ่มรับรู้บางส่วนตั้งแต่ 4Q25 และเพิ่มขึ้นในปี 2026 ซึ่งมีโอกาสเป็น upside ต่อประมาณการกำไรของเรา
มี Upside เชิงบวกต่อประมาณการกำไร
ภายใต้สมมติฐานอนุรักษ์นิยม หากอิงได้รับชำระหนี้จากกลุ่ม UJV ในสัดส่วน 90% จากการตั้งสำรองที่ 1 พันล้านบาท จะคิดเป็น 910 ล้านบาท คาดรับรู้ 10% ใน 4Q25 และส่วนที่เหลือ 50% และ 40% ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ กรณีดังกล่าวจะทำให้เป็น Upside ราว 3% ในปี 2025, 43% ในปี 2026 และ 33% ในปี 2027 เทียบกับประมาณการกำไรสุทธิปัจจุบันปี 2025–27 ของเราที่ 1.3 พันล้านบาท, 1.06 พันล้านบาท และ 1.1 พันล้านบาท ตามลำดับ
คงคำแนะนำซื้อ ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมเป็น 12 บาท
ปริมาณงานใหม่ในปี 2025 จบที่ 4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ Backlog ของ STECON ณ สิ้นปี 2025 คาดอยู่ระดับ 9.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในปี 2026 เรามองว่ามีศักยภาพในการรับโครงการใหม่เข้ามาเติมเพิ่มขึ้นจากทั้งภาคเอกชน เช่น Data center และโรงไฟฟ้า รวมถึงความคืบหน้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เช่น มอเตอร์เวย์และรถไฟทางคู่ เราคงคำแนะนำซื้อ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 12 บาท (จาก 7.7 บาท) อิง P/BV ที่ 0.9x (จาก 0.6x) สอดคล้องค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี สะท้อน upside จากการเรียกชำระหนี้คืนจากกลุ่ม UJV และโอกาสรับงานใหม่มากขึ้น รวมถึงสถานการณ์เมืองที่มีเสถียรภาพขึ้น







