บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):
Krung Thai Bank (KTB TB)
ธนาคารที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคง
ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 34 บาท
เราปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ จากถือ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 34 บาท (อิง P/BV 1.0 เท่า และ ROE 10%) จากเดิม 30 บาท หลังปรับประมาณการกำไรให้สะท้อนเป้าหมายทางการเงินใหม่ ธนาคารกรุงไทยอยู่ในสถานะที่ดีในการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล และรักษาระดับ ROE ให้อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง แม้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะเป็นขาลง ด้วยระดับการกันสำรอง NPL ที่สูง และพอร์ตสินเชื่อความเสี่ยงต่ำ เรามองว่ามีโอกาสลดต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) เพื่อชดเชย NIM ที่ลดลงในปี 2569 เราคาดว่า KTB จะทยอยเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็น 55-60% ในปี 68-69 จาก 50% ในปี 67 โดยหุ้นให้ผลตอบแทนเงินปันผลราว 6% ความเสี่ยงสำคัญคือคุณภาพสินทรัพย์และ NIM ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด
มุมมองเชิงบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์
ในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ ซีอีโอตั้งเป้าสินเชื่อปี 69 จะเติบโต 0-2% YoY และรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 1-3% ภายใต้สมมติฐาน GDP โต 1.8% ขณะที่ NIM มีแนวโน้มลดลงสู่ 2.35-2.50% ในปี 69 จาก 2.82% ในปี 68 โดยสมมติว่ามีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) กำไรจากเงินลงทุนมีแนวโน้มลดลง YoY แต่ธนาคารมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้จากการติดตามหนี้เสีย (bad debt recovery) ส่งผลให้ KTB ยังไม่เร่งดำเนินการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ (JV-AMC) เนื่องจากมีความมั่นใจในกระบวนการติดตามหนี้ของตนเอง และต้องการเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้ภายในองค์กร ด้านค่าใช้จ่าย ธนาคารตั้งเป้าควบคุมอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (cost-to-income ratio) ที่ 42-44% ในปี 69 โดยภาพรวม ซีอีโอคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้นจากเสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายสนับสนุนการเติบโตระยะกลางถึงยาวในช่วงครึ่งหลังของปี 69
พอร์ตสินเชื่อความเสี่ยงต่ำ Credit cost มีแนวโน้มลดลงชัดเจน
CFO ให้กรอบ credit cost ปี 69 ที่ 75-115bps เทียบกับ 114bps ในปี 68 จากสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐและสินเชื่อบุคคลข้าราชการที่สูง (40% ของสินเชื่อรวม) และการปล่อยสินเชื่อ SME ในสัดส่วนต่ำ (10%) ธนาคารคาดว่าอัตราการกันสำรองต่อ NPL (NPL coverage) จะทยอยลดลงสู่ 170% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า จาก 200% ในปี 68 สำหรับ Virtual Bank KTB ตั้งเป้าคืนทุนภายใน 5 ปี และมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (underserved segment) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูง (high-yield) และ ROE สูง
ปรับประมาณการกำไรสะท้อน NIM และ credit cost ที่ลดลง
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 69-70 ขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี เพื่อสะท้อนเป้าหมายทางการเงินใหม่ ทั้ง NIM และ credit cost ที่ลดลง โดยคาดว่า NIM จะลดลง 30bps YoY เหลือ 2.56% และ credit cost ลดลง 24bps YoY เหลือ 90bps ในปี 69 เราคาดว่ากำไรปีนี้จะลดลง 7% YoY ก่อนฟื้นตัว 5% ในปีถัดไป ในด้านการบริหารเงินทุน KTB ให้ความสำคัญกับการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลมากกว่าการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากมีความกังวลเรื่อง free float และสภาพคล่องของหุ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันภาครัฐและกองทุนวายุภักษ์ถือหุ้นรวมกันราว 60%







