GULF โชว์ผลงานปี 2568 โตแกร่ง กำไรสุทธิพุ่ง 304% แตะ 8.66 หมื่นลบ. รับแรงหนุนควบรวม–ส่วนแบ่งกำไรพุ่ง
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่นจากแรงขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานและการลงทุนใน AIS โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้น 304.8% YoY ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 53,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จาก 43,237 ล้านบาทในปี 2567 ปัจจัยหลักจากการบันทึกกำไรควบรวม GULFI และ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท รวมถึงกำไรจากการซื้อธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวน 519 ล้านบาท นอกจากนั้นยังบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบบริษัทใหญ่และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากตราสารอนุพันธ์สุทธิเป็นผลกำไร 1,147 ล้านบาท เทียบกับปี 67 ที่มีขาดทุนจากรายการดังกล่าวจำนวนสุทธิ 189 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัทฯ จึงจัดทำข้อมูลทางการเงินรวมเสมือน (Pro forma) เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน โดยแสดงผลการดำเนินงานจริงของบริษัทใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รวมกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับงวดสามเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 และเปรียบเทียบกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับปี 2567 บนสมมติฐานว่าบริษัทใหม่ถือหุ้นใน AIS ในสัดส่วนร้อยละ 40.44 ตั้งแต่ปี 2567
พลังงานหนุนกำไรหลัก
โครงการโรงไฟฟ้า GPD (IPP) กำลังการผลิต 2,650 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการครบ 4 หน่วยตั้งแต่ปี 2567 ทำให้ปี 2568 รับรู้กำไรเต็มปีเป็นปีแรก ขณะที่โรงไฟฟ้า HKP (IPP) กำลังการผลิต 1,540 เมกะวัตต์ เปิดหน่วยที่ 2 ต้นปี 2568 ส่งผลให้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเต็มปีครบทั้ง 2 หน่วย
โรงไฟฟ้า Jackson Generation ในสหรัฐฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit 1,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากจาก 21 ล้านบาทในปีก่อน หลังค่า Capacity Payment เฉลี่ยเพิ่มจาก 31 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์/วัน เป็น 170 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์/วัน ตามดีมานด์ไฟฟ้าในตลาด PJM ที่สูงขึ้น
พลังงานหมุนเวียนช่วยเสริมฐานกำไร โดยรับรู้เต็มปีจากโครงการ solar farms และ solar BESS 5 โครงการ รวม 532 เมกะวัตต์ และเริ่มรับรู้เพิ่มอีก 7 โครงการ รวม 597 เมกะวัตต์ ที่ทยอย COD ช่วงปลายปี
ปัจจัยกดดันบางส่วนมาจาก 1) โรงไฟฟ้า GSRC มีกำไรลดลง จาก load factor ลดเหลือ 56% จาก 75% ตามดีมานด์ไฟฟ้าชะลอและหยุดซ่อมบำรุงนานขึ้น 2) กลุ่ม SPP 12 โครงการได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บค่าก๊าซย้อนหลัง และค่า Ft ลดลงจาก 0.40 บาท/หน่วย เหลือ 0.24 บาท/หน่วย แม้ราคาก๊าซลดลงจาก 326 เหลือ 308 บาท/ล้านบีทียู อย่างไรก็ตาม สัดส่วนขายไฟลูกค้าอุตสาหกรรมมีเพียง 7% จึงกระทบจำกัด 3) ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานรับรู้กำไรก่อสร้าง MTP3 153 ล้านบาท ลดลงจาก 458 ล้านบาท ตามความคืบหน้างาน ขณะที่ PTT NGD มีกำไรลดลงเหลือ 796 ล้านบาท จาก 1,077 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันเตาที่ลดลง
ขณะที่ธุรกิจนำเข้า LNG ภายใต้ GLNG และ HKH นำเข้า 54 ลำ หรือ 3.7 ล้านตัน สร้างกำไร 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากจาก 21 ล้านบาทในปีก่อน และการลงทุนใน AIS เป็นแรงหนุนสำคัญ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit 15,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จาก 10,229 ล้านบาท จาก ARPU ที่สูงขึ้นและต้นทุนลดลง พร้อมรับเงินปันผลจาก KBANK 1,192 ล้านบาท
ภาพรวมสะท้อนโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวมากขึ้น โดยกำไรเติบโตจากโรงไฟฟ้าใหม่ พลังงานหมุนเวียน LNG และการลงทุนในธุรกิจดิจิทัล–โทรคมนาคม แม้บางธุรกิจเผชิญแรงกดดันด้านค่า Ft และดีมานด์ไฟฟ้าชะลอ
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 มีรายได้รวม 32,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.1% YoY และ 7.6% QoQ ส่งผลให้ทั้งปี 2568 มีรายได้รวม 135,596 ล้านบาท เติบโต 8.8% YoY โดยกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 7,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.7% YoY และ 8.4% QoQ หนุนจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC, GJP, HKP และ Jackson ขณะที่ทั้งปี 2568 Core Profit อยู่ที่ 28,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% YoY
ส่วนกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 8,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.5% YoY และ 21.7% QoQ จากกำไรซื้อธุรกิจ 519 ล้านบาท และกำไรอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 444 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 773,810 ล้านบาท หนี้สินรวม 407,911 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 365,899 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.85 เท่า
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า “สำหรับปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 695 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการ solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321 เมกะวัตต์ และโครงการ solar BESS 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 302 เมกะวัตต์ ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 63 เมกะวัตต์ ในปีนี้ นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
ในส่วนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569
สำหรับธุรกิจทรัพยากร ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จาก shipper fee ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization เพื่อบริหารจัดการการนำเข้า การขนส่ง และการจำหน่าย LNG อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถานีรับ–จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลงภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทฯ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GSA03 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ในส่วนของธุรกิจคลาวด์ ภายหลังจากความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped แล้ว บริษัทฯ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ Google ภายใต้ข้อตกลง Strategic Framework Agreement เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มบริษัทฯ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) อาทิ ภาคการเงิน การแพทย์ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ตลอดจนการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign Cloud สำหรับภาครัฐ ระบบธนาคารไร้สาขา (Virtual Banking) และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว
“บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวมประมาณ 30,000–35,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ตลอดจนรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวยุพาพิน กล่วทิ้งท้าย









