บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

Thailand Energy Sector

ศึกชิงความเร็วของโรงกลั่น

ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงกลั่น

กลุ่มพลังงานไทยยังคงมีประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่เราให้น้ำหนักการลงทุนเชิงบวกมากที่สุด แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่เรายังมองเห็นโอกาสในการปรับมูลค่าเพิ่ม (re-rating) เนื่องจากปัจจุบันหุ้นในกลุ่มซื้อขายที่ระดับ P/BV เพียง 0.6–0.8 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 0.9–1.2 เท่า มากกว่า 1SD แนวโน้มกำไรในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้น โดยเราประเมินว่า Singapore GRM จะเฉลี่ยราว 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ 4.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปี 2567–2568 อีกทั้งอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงจะช่วยพยุงราคาหุ้นได้เพิ่มเติม โดยเราเลือก BCP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม

BCP หุ้นราคาถูกและ Laggard Play

สำหรับ BCP เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 54 บาท หลังจากปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569–71 ขึ้น 21% จากสมมติฐานค่าการกลั่นที่ดีขึ้น แนวโน้มเชิงบวกของโครงการเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการรับรู้ประโยชน์จากธุรกิจจัดจำหน่ายน้ำมันในฮ่องกงที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการ ทั้งนี้ ราคาหุ้น BCP ปรับขึ้นเพียง 11% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าปรับตัวช้ากว่ากลุ่ม เมื่อเทียบกับ SPRC และ TOP ที่ปรับขึ้น 40% และ 70% ตามลำดับ อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีมูลค่าถูกที่สุดในกลุ่ม โดยซื้อขายที่ P/E ปี 69 เพียง 5 เท่า เทียบกับคู่แข่งที่ 8–9 เท่า เรามองว่ากำไรที่แข็งแกร่งในปี 69 รวมถึงโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 1.1 พันล้านบาท ซึ่งดำเนินการถึง 15 มิ.ย. 69 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นในระยะถัดไป

SPRC – หุ้นปันผลเด่น

ในส่วนของ SPRC เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 10.30 บาท จากสมมติฐานอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้นและค่าการกลั่นที่ดีขึ้น SPRC มีจุดเด่นด้านเงินปันผล โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในปี 2569–2570 จะอยู่ที่ 8–10% สะท้อนกระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่ง และยังมีระดับหนี้ต่ำมาก โดยมี Net D/E ต่ำกว่า 0.1 เท่า เราคาดว่าผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวชัดเจนหลังการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนใน 1Q69 โดยฝ่ายบริหารตั้งเป้าอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 95% ควบคู่กับต้นทุนที่ลดลงและมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากการปรับปรุงหน่วยการผลิต ทั้งนี้ หุ้นยังซื้อขายในระดับมูลค่าที่น่าสนใจที่ P/BV 0.8 เท่า และ P/E ปี 2569 ที่ 9 เท่า ซึ่งจะลดลงเหลือ 7 เท่าในปี 2570

TOP – ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากความคืบหน้าโครงการ CFP

สำหรับ TOP เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 58 บาท หลังจากปรับลดงบลงทุนและเลื่อนกำหนดเริ่มเดินเครื่องโครงการ CFP มาเป็นกลางปี 2571 ให้สอดคล้องกับแนวทางของผู้บริหาร อย่างไรก็ตาม แม้คำแนะนำจะปรับดีขึ้น แต่ TOP ยังเป็นหุ้นที่เราให้น้ำหนักน้อยที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากความเสี่ยงด้านการดำเนินโครงการ CFP ยังอยู่ในระดับสูง และการเพิ่มขึ้นของมาร์จิ้นในระยะยาวอาจไม่โดดเด่นมากนัก อีกทั้งกระแสเงินสดอิสระที่อาจติดลบจากการลงทุนจำนวนมากในช่วง 3 ปีข้างหน้า อาจจำกัดความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แม้แนวโน้มกำไรโดยรวมจะดูแข็งแกร่งก็ตาม รวมถึงระดับมูลค่าหุ้นที่ไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ

- Advertisement -