CBG รายงานกำไรปี 68 ทรงตัวที่ 2.8 พันล้านบาท หลังเผชิญรายการพิเศษด้อยค่าฮ่องกง บอร์ดเคาะปันผล 0.60 บาท รุกปรับโมเดลธุรกิจต่างประเทศปี 69
บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เปิดเผยผลประกอบการประจำปี 2568 โดยมีประเด็นสำคัญจากการตั้งสำรองด้อยค่าเงินลงทุนฉุดกำไรสุทธิทางบัญชี ขณะที่ผลการดำเนินงานปกติ (Core Profit) ยังคงแข็งแกร่งตามเป้าหมาย พร้อมกางยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งเป้าเติบโตด้วยสินค้ากลุ่ม High Margin และการขยายตลาดแบบ OEM ในต่างประเทศ
ในไตรมาส 4/2568 CBG มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 143 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายการพิเศษ (One-time expense) คือ การตั้งด้อยค่าเงินลงทุนใน คาราบาว โฮลดิ้งส์ (ฮ่องกง) มูลค่า 518 ล้านบาทเนื่องจากผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าและมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา กำไรหลัก (Core Profit) ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ จะอยู่ที่ 660 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ส่งผลให้กำไรหลักรวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 2,837 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนหน้า แม้จะเผชิญความท้าทายจากยอดส่งออกไปกัมพูชาที่ลดลงก็ตาม
ด้านรายได้ในประเทศ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มพลังงานที่รักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดี และธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายสุราที่เติบโตต่อเนื่อง อัตรากำไร (Margin) ได้รับแรงกดดันจากยอดส่งออกกัมพูชาที่ลดลง และสัดส่วนรายได้จากการส่งสินค้าประเภทเหล้า/เบียร์ที่เพิ่มขึ้น (ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำกว่า) แต่บริษัทสามารถชดเชยได้ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายบริหาร (SG&A) ที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ บอร์ดมีมติจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 ในอัตรารวม 1.30 บาทต่อหุ้น โดยคงเหลือจ่ายงวดครึ่งปีหลังอีก 0.60 บาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 5 มีนาคม 2569
สำหรับปี 2569 บริษัทคาดการณ์กำไรจะเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 7 บนสมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยม โดยมีกลยุทธ์สร้าง S-Curve ใหม่ ดังนี้:
ยกระดับมาร์จิ้นในประเทศ: เตรียมส่งสินค้าใหม่ (New SKU) ในกลุ่มเครื่องดื่มพลังงานราคา 12 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร พร้อมขยายช่องทางกระจายสินค้าผ่านร้านค้าส่งขนาดเล็กอีก 2,500 แห่ง
ธุรกิจเบียร์: ตั้งเป้าการเติบโตแบบก้าวกระโดดร้อยละ 200 จากฐานต่ำ เพื่อเสริมพอร์ตรายได้ระยะยาว
รุกตลาดจีนและอัฟกานิสถาน: ปรับโมเดลสู่ธุรกิจ OEM โดยการขาย “หัวเชื้อ” (Concentrates) ให้พันธมิตรท้องถิ่นผลิต ซึ่งจะช่วยลดงบลงทุน (CapEx) และลดความเสี่ยงจากการบริหารโรงงานในต่างประเทศ









