CHEWA ปรับทัพรับปี 69 ชูกลยุทธ์ “Build Brand – Clear Stock” ชะลอเปิดโครงการใหม่ เน้นที่ดินศักยภาพ ทำ EIA รอจังหวะตลาดฟื้น ย้ำภาพผู้นำคอนโด Low-rise
CHEWA ชี้อสังหาปี 69 มีความท้าทายทั้งด้านสภาวะตลาดและสินเชื่อ เตรียมปรับทัพชูกลยุทธ์ “Build Brand – Clear Stock” ชะลอเปิดโครงการใหม่ เน้นที่ดินศักยภาพ ทำ EIA รอจังหวะตลาดฟื้น ย้ำภาพผู้นำคอนโด Low-rise จัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายเพื่อดึงกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัท พร้อมคัดสรรที่ดินศักยภาพสูง 2-3 แปลง เตรียมดำเนินการขอ EIA ให้พร้อม ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 จำนวน 1,200 ล้านบาท.
นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เปิดเผยว่า ในปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมาก หลังจากปีที่ผ่านมา สภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยเข้าสู่ช่วงตกต่ำ แม้ราคาบ้านในบางพื้นที่อาจจะไม่ลดลงมากนัก แต่ปริมาณการซื้อขายกลับลดลงสู่จุดต่ำสุด เนื่องจากกำลังซื้อหดตัว รายได้ของกลุ่มลูกค้าโตไม่ทันเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ค้างตัวอยู่ในระดับสูง
ส่วนของผู้พัฒนามีคอนโดหรือบ้านจัดสรรค้างสต็อกจำนวนมาก แต่คนเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ ทำให้โครงการใหม่ๆ ต้องชะลอการเปิดตัว ส่วนของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ก็อยู่ในโหมดรอดูสถานการณ์ เพราะกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและเสถียรภาพของงาน ด้านสินเชื่อเข้าสู่วิกฤตการปฏิเสธสินเชื่ออย่างรุนแรง ธนาคารไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ผู้ให้กู้” อีกต่อไป แต่เปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้บริหารความเสี่ยง” เต็มตัว โดยเฉพาะในไทยและหลายประเทศที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อแตะระดับ 40% – 70% ในบางเซกเมนต์ กลุ่ม Freelance หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กถูกตรวจสอบย้อนหลัง 2-3 ปีอย่างเข้มงวด หากรายได้มีความผันผวนแม้เพียงนิดเดียว ธนาคารจะตีค่าความเสี่ยงเป็น “สูง” ทันที
“ปีนี้คือปีแห่งการสะสมกำลังของชีวาทัย แม้จะไม่มีเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ แต่ไม่ใช่การหยุดนิ่ง เรากำลังรุกหนักในการบริหารจัดการ Inventory เพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดที่แข็งแรง กลยุทธ์ส่วนใหญ่เน้นไปที่การ “ระบายสต็อกเดิม” และจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายเพื่อดึงกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัท พร้อมไปกับการคัดสรรที่ดินศักยภาพสูง 2-3 แปลง เพื่อดำเนินการขอ EIA ให้พร้อม ซึ่งการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในวันที่ตลาดชะลอตัว จะทำให้เรามีความได้เปรียบและสามารถชิงจังหวะเปิดตัวโครงการได้ทันทีเมื่อสัญญาณเศรษฐกิจเป็นใจ โดยเรายังคงเชื่อมั่นในจุดแข็งของคอนโด Low-rise ซึ่งเป็นตลาดที่เราเชี่ยวชาญที่สุด” นอกจากนี้ บริษัทยังขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) โดยยังเร่งลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับธุรกิจเดิมของบริษัท ได้แก่ ธุรกิจบ้านมือสอง ภายใต้แบรนด์ Renue (รีนิว) และธุรกิจนิติบุคคล พร้อมศึกษาธุรกิจอื่นๆ ที่จะส่งเสริมและสร้างรายได้ให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง
ด้านกลยุทธที่จะนำมาใช้ในปีนี้ มีการต่อยอดนโยบายด้านการขายที่ได้รับผลตอบรับที่ดี คือโปรโมชั่น “อยากซื้อต้องได้ซื้อ” ที่มาในรูปแบบของการให้บริการ financial consultant เข้าดูแลลูกค้าที่มีปัญหาด้านการจัดการเอกสารการกู้สินเชื่อ การบริหารภาระหนี้ หรือปัญหาด้านวินัยทางการเงิน จนไม่สามารถกู้ได้ ชีวาทัยจะเข้าไปดูแลให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในระยะยาวต่อเนื่องจนสามารถกู้ผ่านและโอนได้ ทำให้มี backlog ส่วนหนึ่งที่อยู่กับเรานานมาก บางรายมากกว่า 6 เดือน และค่อยๆปรับปรุงวินัยทางการเงินจนสามารถกู้ได้สำเร็จ นอกจากนี้กลยุทธ์เพื่อส่งเสริมด้านการแข่งขัน จะมีการจัดโปรโมชันอย่างต่อเนื่องของชีวาทัยคือ “MEGA SALES” เพื่อคืนกำไรแก่ลูกค้าตลอดปี คาดว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ( ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) มูลค่ารวม 1232.09 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด 789.95 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 442.14 ล้านบาท นอกจากรายได้ด้านการขายอสังหาริมทรัพย์เดิมของชีวาทัยแล้ว ยังเร่งการรับรู้รายได้จากโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่องในปีนี้ เช่น โครงการคอนโดมิเนียม “ชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค เอกมัย-รามอินทรา” มูลค่าโครงการ 1,014 ล้านบาท ภายใต้การร่วมทุนกับบริษัท นิปปอน สตีล โควะ เรียล เอสเตท จำกัด (NIPPON STEEL KOWA REAL ESTATE) หรือ NSKRE ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น และโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ระยอง ภายใต้แบรนด์ ชีวา เวิร์ค อินดัสเตรียล มูลค่าโครงการ 210 ล้านบาท ร่วมทุนกับบริษัท ยูเวิร์ค 999 และ Neo727 ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีความแข็งแกร่งและมีประสบการณ์ที่ได้รับการยอมรับ โดยทั้งสองโครงการสามารถรับรู้รายได้ในปี 2569 นี้ ตั้งเป้ารายได้รวมของปี 2569 ที่ 1,200 ล้านบาท
ด้านผลการดำเนินงานของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 858.35 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันในปีก่อนจำนวน 1044.96 ล้านบาท คิดเป็น 55 % โดยเป็นรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 471.66 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 62% ส่วนรายได้จากโครงการแนวราบจำนวน 316.34 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 40% นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากโครงการบ้านมือสองจำนวน 20.48 ล้านบาท และมีรายได้อื่น ๆ จำนวน 49.87 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของรายได้รวม ยอดขายหลัก ๆ มาจากโครงการคอนโดมิเนียมในช่วงราคา 2-4 ล้านบาท ได้แก่ โครงการชีวาทัย ปิ่นเกล้า และโครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค ลาดพร้าว-โชคชัย 4 เฟส 2 ส่วนโครงการแนวราบ ทั้งโครงการทาวน์โฮม/อาคารพาณิชย์ และโครงการบ้านเดี่ยวมีการเติบโตลดลง สืบเนื่องมาจากปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้า แม้ว่าทางบริษัทจะมียอดสะสมจากการทำสัญญาไม่ลดลง ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามเป้า ทำให้การดำเนินงานทั้งปี บริษัทมีขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 410.81 ล้านบาท สาเหตุเกิดจากการปรับโครงสร้างต้นทุนและการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนจากการลดลงของมูลค่าโครงการ เพื่อปรับฐานต้นทุนจริงของการขายอสังหาริมทรัพย์
“บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นนโยบายการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีความคุ้มค่า รวมถึงการนำหลักการด้านความยั่งยืน (ESG) มาใช้ในองค์กร นอกจากนี้ ยังมีการใช้ CHEWA AI โดยมีทีมงานที่มุ่งเน้นการเรียนรู้และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Enhancing Sustainability through Artificial Intelligence’ หรือ ‘เสริมสร้างความยั่งยืนผ่านปัญญาประดิษฐ์’ ซึ่งมีการใช้งานไปแล้วมากมายและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เช่น การใช้ CHEWA AI เป็นผู้ให้ข้อมูลแก่นักลงทุนในกิจกรรม Chewa Opportunity เป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการเติบโตขององค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายบุญ ชุน เกียรติ กล่าว










