ระยะสั้นยังเลือก Wait & See ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่นิ่ง
Market Update
ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 453 จุด (-0.95%) นักลงทุนกังวลทั้งเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 8.5% ท่ามกลางภาวะอุปทานจากตะวันออกกลางที่ตึงตัวจากการปิดช่องแคบ HORMUZ และเช้านี้บวกขึ้นต่ออีก 15.9%
Market Outlook
คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลง 9.2 หมื่นรายพร้อมกับอัตราการว่างงานที่ 4.4% เร่งขึ้นจากเดือนก่อนและมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.3% สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นหากเป็นสถานการณ์ปกตินักลงทุนอาจมองบวกเพราะจะทำให้ FED มีการลดดอกเบี้ย แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างแตกต่าง เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นมาราว 50% จากจุดต่ำสุดจะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนที่จะเร่งขึ้นในทุกๆ มิติทึ้งภาคบริการ การขนส่ง การผลิตรวมถึงผู้บริโภคจะมีอำนาจจับจ่ายที่น้อยลงจากต้นทุนที่เร่งขึ้น หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ภาวะเช่นนี้ก็อาจจะเข้าสู่ Stagflation เป็นภาวะที่กดดันตลาดหุ้นค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ในอีกมิติหนึ่งก็อาจบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังเริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจ Trump และหากเงินเฟ้อยิ่งเร่งตัวขึ้นจะกดดันเศรษฐกิจสงครามอาจจะเบาบางลงก็เป็นไปได้เช่นกัน ทั้งนี้สถานการณ์ล่าสุดยังคงรุนแรงฝั่งอิสราเอลโจมตีโรงกลั่น น้ำมันของอิหร่านอาจกดดันให้น้ำมันดิบขยับขึ้นต่อ พร้อมกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีโอกาสปรับฐานกลับมาที่ SET INDEX ในวันศุกร์พบว่าปรับลงเล็กน้อย (-0.5%) แต่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 6.6 พ้นล้านบาท แต่เริ่มเห็นสถาบันกลับมาชื้อสุทธิราว 2.8 พ้นล้านบาท ประเมินนักลงทุนต่างชาติอาจลดความเสี่ยงแต่สถาบันกลับเข้ามาซื้อเพราะหลายๆ บริษัทเริ่มมี Valuation ที่น่าสนใจ อาทิ MINT MTC HMPRO CPALL คืนนี้ไม่มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม รอดูเพียงพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง แต่ทั้งนี้ล่าสุดเช้านี้พบว่าราคาน้ำมันดิบ BRENT +15.9% ทดสอบระดับ 107.6 ดอลลาร์ / บาร์เรล มองเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผ่านความกังวลเงินเฟ้อและต้นทุนจะเร่งขึ้น กดดันการบริโภคพร้อมกับโอกาสลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกที่น้อยลง
วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในครอบ 1375 – 1420 รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่เช้านี้ปรับฐาน (Dow Future -1.8%) แต่ยังพอจะได้แรงหนุนจากกลุ่มน้ำมันมาเป็นตัวช่วยประครอง แต่ Sector ที่เหลือจะโดนกดดัน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า สายการบิน ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ Wait & See เพราะสถานการณ์ยังไม่นึ่ง แต่นักลงทุนระยะกลาง – ยาว แนะจังหวะปรับฐานเป็นโอกาสเพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดจะจบลงได้เพียงแต่ใช้ระยะเวลา ในช่วงเกิดยูเครน – รัสเชีย พบว่าหุ้นที่ Outperformได้แก่ PTTEP BCP BANPU BDMS CALL KBANK BBL
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้
KTB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท)
มุมมองบวกต่อความสามารถทำกำไรระยะยาวสูงขึ้น ประเมินด้วยวิธี GGM (ROE 10%, Terminal growth 2%) อิง 1.0x PBV’26E KTB มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการรักษา ROE ระดับ 2 หลักที่เรามองว่ามีศักยภาพในการบรรลุเป้าหมาย ความแข็งแกร่งของจบดุลทำให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารเงินกองทุนดีขึ้น
BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท)
2026 คาดการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 8% YoY โดย BDMS มีกำหนดการขยายโรงพยาบาลเพิ่ม 2 แห่ง Bangkok Hua Hin (52 เตียง) และ Bangkok Surat (60 เตียง) ขณะที่โรงพยาบาลใหม่ที่เปิดในปี 2025 (484 เตียง) คาดเริ่มรับรู้รายได้มากขึ้น รองรับผู้ป่วย และนักท่องเที่ยวเชิง สุขภาพที่ฟืนตัว YoY









