ทิศทางของ SCC ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยสดใสมากนัก แม้จะพยายามปรับตัว แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ ยังไม่หมดเคราะห์กรรม ลองมาดูกัน ว่าปัญหาล่าสุด จะสามารถแก้ไขได้หรือไม่..? หรือนี่คือ จุดเริ่มต้นของกลุ่มธุรกิจแบบดั้งเดิม ที่จะค่อยๆ ทยอยถดถอย ไปเรื่อยๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก
1) จุดเริ่มต้นของปัญหา: วิกฤตช่องแคบ Hormuz
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ส่งผลกระทบต่อ ช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางหลักของการขนส่ง
– น้ำมันดิบ
– ก๊าซธรรมชาติ
– วัตถุดิบปิโตรเคมี
เมื่อการขนส่งเกิดข้อจำกัดจึงกระทบ ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก และทำให้
ได้รับผลกระทบโดยตรงในธุรกิจเคมิคอลส์ โดยเฉพาะโรงงานโอเลฟินส์ในประเทศไทย
2) ทำไม SCC จึงได้รับผลกระทบมาก
ธุรกิจปิโตรเคมีของ SCC (SCGC) ต้องใช้วัตถุดิบหลัก ได้แก่
– Naphtha
– Propane
ซึ่งเป็น feedstock สำคัญในการผลิต
– Ethylene
– Propylene
– Polyethylene
– Polypropylene
ปัญหาคือ
SCC ใช้วัตถุดิบ นำเข้า 70% และ 70% ของวัตถุดิบที่นำเข้า ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz
ดังนั้นเมื่อเส้นทางนี้เกิดความเสี่ยง วัตถุดิบที่เข้าระบบการผลิตอาจ ลดลงทันทีประมาณ 30%
3) ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว
SCC ได้ประกาศ Force Majeure และหยุดโรงงาน ระยองโอเลฟินส์ (ROC) ซึ่งเป็นโรงงาน cracker หนึ่งในเครือ
สาเหตุคือ
– วัตถุดิบ Naphtha และ Propane ไม่สามารถจัดส่งได้ตามแผน จึงจำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เพื่อรักษาวัตถุดิบให้โรงงานหลักอื่นใช้งานได้ต่อ
4) ผลกระทบต่อกำไรจริงแค่ไหน
นักวิเคราะห์ประเมินว่า
– หาก ROC ปิด 1 เดือน กำไร SCC จะลดลงประมาณ 170–200 ล้านบาท
หรือประมาณ 2% ของกำไรทั้งปี เพราะ ROC เป็นโรงงานที่ขนาดเล็กที่สุด อายุเก่าที่สุด และมีประสิทธิภาพต่ำกว่าโรงงานอื่น ดังนั้นผลกระทบ ยังถือว่าจำกัด
5) ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าคืออะไร
– สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามคือ หาก Hormuz ปิดยาว โรงงานหลักอื่นของ SCC อาจได้รับผลกระทบ
เช่น โรงงาน cracker ขนาดใหญ่
MOC – Map Ta Phut Olefins Company
LSP – Long Son Petrochemical (เวียดนาม)
หากทั้งสองโรงงานต้องหยุดด้วย กำไรของ SCC อาจลดลง 1.3 – 1.4 พันล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ
16% ของกำไรทั้งปี ซึ่งถือว่าเป็น Downside risk สำคัญ
6) โครงสร้างธุรกิจช่วยลดผลกระทบ
แม้ธุรกิจเคมิคอลส์จะได้รับผลกระทบ แต่ SCC ไม่ได้พึ่งพาปิโตรเคมีเพียงอย่างเดียว เพราะภาพรวมๆ มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม
1️⃣ Chemicals (SCGC)
2️⃣ Cement & Building Materials
3️⃣ Packaging (SCGP)
ธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมี
ยังสามารถสร้าง กระแสเงินสดบวกช่วยพยุงสถานะทางการเงินของบริษัทได้
7) มุมมองของนักวิเคราะห์
บทวิเคราะห์ ล่าสุดจาก 3 โบรกเกอร์มองว่า ผลกระทบจาก Hormuz มี 3 ระดับ คือ
ระยะสั้น ปิด ROC → ผลกระทบจำกัด
ระยะกลาง หากวัตถุดิบขาด → ลด utilization
ระยะรุนแรง หาก cracker หลักหยุด → กระทบกำไรหนัก
นอกจากนี้
ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นยังทำให้ Olefins spread อ่อนตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อธุรกิจปิโตรเคมีของ SCC
8) สรุปสำหรับนักลงทุนในภาพรวม
Hormuz กระทบ SCC ในระดับ “ปานกลาง” แต่มี Downside risk หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
Insight เชิงกลยุทธ์
สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา
1️⃣ สถานการณ์ช่องแคบ Hormuz
2️⃣ การนำเข้า Naphtha ของ SCC
3️⃣ การเดินเครื่องของ MOC และ LSP
4️⃣ Olefins spread ในตลาดโลก
ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า
กำไรของ SCC จะฟื้นหรืออ่อนตัวในปี 2569
ที่มาของข้อมูล
หนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ของ Siam Cement PCL เรื่องหยุดโรงงาน ROC
บทวิเคราะห์ Finansia Syrus Research – SCC News Flash (9 Mar 2026)
บทวิเคราะห์ TISCO Securities – Market Insight (9 Mar 2026)
บทวิเคราะห์ DAOL Securities – SCC News Flash (9 Mar 2026)
ธณพงศ์ มีทอง เรียบเรียง










