YLG เปิดสถิติราคาทองย้อนหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก ทะยานแรงในระยะสั้น แม้สภาวะตลาดผันผวน ยังคงนั่งแท่นสินทรัพย์ปลอดภัย-ป้องกันความเสี่ยง
- วายแอลจี เปิดสถิติราคาทองคำหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก พบราคาทองคำไม่ได้ตอบสนองเชิงบวกเท่านั้น แต่มีหลายวิกฤตที่ราคาย่อลงมาก่อนจะพุ่งทะยานในช่วงถัดไป แต่ในทุกเหตุการณ์หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายตลาดจะแยกแยะสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว และเป็นโอกาสที่ทองคำกลับมารันวงการในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
- วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดสหรัฐ ฯ – อิหร่าน หากยกระดับยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจโลก คาดแรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาวจะกลับมา เหตุราคาน้ำมันพุ่งส่งผลกระทบเงินเฟ้อ ประเมินทองคำระยะยาวยังเป็นขาขึ้น คงเป้าหมายปีนี้อยู่ที่ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ 5,824 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ
- แนะนำนักลงทุนซื้อทองคำง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน “YLG Get Gold” ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 100 บาท สามารถซื้อขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะปรับตัวขึ้นเมื่อมีสถานการณ์วิกฤตต่าๆเกิดขึ้น รวมถึงเหตุขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดีราคาทองคำไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เสมอไป ในช่วงวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ตลาดมักเห็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่รวมถึงทองถูกขายลงพร้อมกัน เพราะนักลงทุนต้องการสภาพคล่องก่อน แต่หลังจากความตื่นตระหนกในช่วงแรกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว และทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
ทั้งนี้ วายแอลจีพบข้อมูลสถิติราคาทองใน 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลกตั้งแต่ปี 2000 พบการเปลี่ยนแปลงดังนี้
1.เหตุการณ์ 911 และเหตุการณ์ระเบิดในงานบอสตันมาราธอน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 7% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในระยะถัดไปๆ
2.สงครามอิรัก : ในระยะแรกราคาทองคำตอบสนองในเชิงลบเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นในอีก 2 เดือนถัดไป
3.เหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมานใกล้และโดรนสอดแนมของสหรัฐโดนยิง : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นแรงในระยะ 1 เดือนถัดไปแต่มาจากสาเหตุอื่นๆเป็นประเด็นหลัก อาทิ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ปรับลดอัตราดอกเบี้ย, ความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ
4.เหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Saudi Aramco : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา
5.เหตุการณ์ที่สหรัฐโจมตีทางการอากาศทำให้นายพลโซเลมานิของอิหร่านเสียชีวิต : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 1% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปรับตัวขึ้นแรงหลังจากนั้นจากปัจจัยอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมาก
6.เหตุรัสเซียบุกยูเครน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 5% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในช่วง 1 เดือนหลังจากนั้น และปรับตัวลงแรงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวในเดือนมี.ค.ปีเดียวกันเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแรงจากวิกฤติ COVID-19
7.สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2025 : ราคาทองคำแทบจะไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
8.ล่าสุด สหรัฐฯ ปฏิบัติการโค่นผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโรเมื่อช่วงต้นปี 2026 : ราคาตอบสนองเชิงบวกต่อเนื่อง แต่มาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย อาทิ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระเฟด และปธน.ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีกับประเทศที่คัดค้านการเข้ายึดกรีนแลนด์ กระตุ้นกระแส Sell America
ดังนั้น ในระยะยาวไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้น การเข้าซื้อทองคำในทุกกรณีควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และหากต้องการทำกำไรสามารถแบ่งทองคำออกขายทำกำไรเป็นระยะ อีกทั้งต้องระมัดระวังการไล่ซื้อเมื่อทองคำตอบรับในเชิงบวกเพราะมีแนวโน้มจะเกิดการตอบรับเชิงบวกเพียงแค่ในระยะสั้นเท่านั้น และควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจโลกจริง เช่น ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น หรือเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นในช่วงแรกทองอาจถูกกดจากดอลลาร์แข็ง แต่หากวิกฤตรุนแรงขึ้น ทองมีแนวโน้มกลับมาปรับขึ้นตามความเสี่ยงและเงินเฟ้อในระยะถัดไป
สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 84,000 บาทต่อบาททองคำ และ 5,824 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 87,500 บาทต่อบาททองคำตามลำดับ (คำนวนราคาทองคำในประเทศที่ค่าเงินบาท 31.66 บาทต่อดอลลาร์)
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นลงทุน วายแอลจีมีบริการผ่านแอปพลิเคชัน “YLG Get Gold” ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เริ่มลงทุนได้ง่าย โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 100 บาท แอปพลิเคชันดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าถึงได้ง่ายผ่านสมาร์ตโฟน และมีระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ ผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนและยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน โดยรู้ผลอนุมัติภายในวันเดียว และสามารถเริ่มซื้อขายทองคำได้ทันที โดยเปิดให้ลงทุนตั้งแต่ 100 บาท ไปจนถึงปริมาณสูงสุด 80 กิโลกรัมต่อวัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ผ่าน App Store และ Play Store หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE : @ylggetgold หรือโทรศัพท์ 0-2678-9888 ต่อ 2









