หลายคนคงไม่ทราบว่า “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” หรือ ส.อ.ท. มีบทบาทอะไร แต่รอบนี้ การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. วาระ ปี 2569–2571 กำลังถูกพูดถึง แม้ไม่ได้เป็นคดีทุจริตร้ายแรงแบบชัดเจน แต่ถือเป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจ และข้อครหาเรื่องเกมการเมืองภายในองค์กร ที่นับว่า “เดือด” กว่าปกติ มีการแบ่งขั้วอำนาจใน ส.อ.ท. เป็น “การชิงอำนาจระหว่างเครือข่ายธุรกิจใหญ่ กับกลุ่มผู้ประกอบการในองค์กร”

ทั้งเรื่อง “การจัดการเสียงโหวต” ด้วยการเพิ่มจำนวนสมาชิก ส.อ.ท. เพื่อเพิ่มฐานเสียง การควบคุมรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผ่านบทบาทของ “นายทะเบียนองค์กร” ไปจนถึงเกม “ล็อบบี้” คะแนนเสียงภายในสภาอุตสาหกรรม ที่ต้องจับตามอง เพราะครั้งนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง ภาคอุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันสูง ภาคเอกชนต้องการผู้นำที่สามารถเจรจากับรัฐบาลได้ ทำให้ ตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. มีน้ำหนักเชิงนโยบายมากขึ้น เพราะ “ผู้ชนะ” จะกลายเป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย

เขาทำกันอย่างไร
ล่าสุด มีกระแสข่าวว่า การพบเส้นทางการเงิน (Money Trail) ของกระบวนการซื้อเสียงครั้งมโหฬารของการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ในเครือข่ายซัพพลายเชน และดีลเลอร์ มีการบีบบังคับ และฝืนใจ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ล่มสลาย เชิงลึก ยังระบุถึงการใช้ “อํานาจเหนือกว่า” บีบบังคับกับห่วงโซ่ของบริษัทในเครือข่าย และดีลเลอร์ของตน (Supply Chain & Dealer ) ให้เข้าร่วมขบวนการ ด้วยข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ มีการบีบบังคับคู่ค้า หรือดีลเลอร์หลายร้อยบริษัท ให้มาสมัคร สมาชิก ส.อ.ท. และกําชับว่าต้องให้ความร่วมมือ มิฉะนั้น อาจจะไม่ให้สิทธิ์หรือต่ออายุในการทําธุรกิจต่อไป โดยเสนอว่าจะ “จ่ายเงินค่าสมาชิกให้ฟรี” แต่ก็มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน คือ ต้องระบุชื่อบุคคลที่ถูกกําหนดไว้ (นอมินี) ให้เป็นผู้แทนการใช้สิทธิ เพื่อคุมทิศทางคะแนนเสียงให้ตกอยู่กับกลุ่มอํานาจใดกลุ่มอํานาจหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ ต้องบอกว่า เป็นกระแสข่าว ไม่ได้รับรองว่าเกิดขึ้นจริง โดยแหล่งข่าวอ้างว่า มีการแจ้งเบาะแสเข้ามาจํานวนมาก จึงได้มีการตรวจพบ “เส้นทางการเงิน” (Money Trail) มีการเกี่ยวพัน และเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการใหญ่ ที่เกิดจากการสมคบคิดระหว่างคนใน ส.อ.ท.ที่รับผิดชอบการสมัครสมาชิกหรือดูแลฝ่ายทะเบียน กับบุคคลภายนอกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดใหญ่มาก มีอิทธิพลกว้างขวาง แบ่งหน้าที่การทํางานของแต่ละหน่วยงานอย่างเป็นระบบ วางวางแผนทํางานร่วมกันเป็นทีม เช่น หน่วยงานที่ดูแลดีลเลอร์ในเขตไหน ก็ทําหน้าที่เจรจาและบีบบังคับดีลเลอร์ในเขตนั้น เข้ามาเป็นสมาชิกให้ได้ ส่วนการชําระค่าสมาชิก เป็นหน้าที่ของอีกหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเป็นชื่อของพนักงานหลายคน หลายระดับที่ล้วนทํางานกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ ขององค์กร รวมถึงยังใช้บุคคลภายนอกที่เป็นเครือญาติกับพนักงานเข้ามาร่วมอีกด้วย ตามที่แหล่งข่าวให้ข้อมูล ได้ระบุว่า มีหลักฐาน ที่ทำให้เชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนน่า จะมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับปฎิบัติการซื้อเสียงครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ยังได้มีการระบุอีกว่า หากว่าแผนผังเส้นทางการเงิน Money Trail นี้ ถูกตีแผ่สู่สาธารณชน คงจะเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ของประเทศ รวมทั้งสื่อต่างชาติอย่างแน่นอน น่าจะเป็นข่าวร้อนที่ช็อค!!สังคม ไม่แพ้กับข่าวการแฉกรณีเส้นทางการเงินของขบวนการสแกมเมอร์ และแก๊งค์ฟอกเงินสีเทาที่ผ่านมา

กระทบภาพลักษณ์ ส.อ.ท.
เหตุการณ์ครั้ง ถือว่ากระทบภาพลักษณ์ของ ส.อ.ท. เป็นการเดิมพันตําแหน่ง “ประธาน ส.อ.ท.” กับ ธรรมาภิบาลที่ดี เพราะเป็นศึกใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างมีเดิมพันที่สูงลิ่ว เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ท้าทายต่อภาพลักษณ์ที่ดี เกียรติภูมิ และความน่าเชื่อถือที่มีมาอย่างยาวนาน หากปล่อยให้กระบวนการเลือกตั้งถูกแทรกแซงด้วย การทุจริต การซื้อเสียงและ “สมาชิกนอมินี” องค์กรนี้อาจสูญเสียอํานาจการต่อรองกับภาครัฐ และต่างชาติไปอย่างสิ้นเชิง

เดิมพันสําหรับคู่ท้าชิง ก็ไม่น้อยกว่ากัน ต่างฝ่ายต่างทุ่มเทอย่างสุดกําลัง มีการระดมใช้ทรัพยากรต่างๆ ทั้งเงิน คน และองคาพยพของตนเอง พร้อมจับมือร่วมกับเครือข่ายอิทธิพลของขั้วเก่าที่หมดอํานาจไปแล้ว หวังเพียงแค่ชัยชนะ และอํานาจ โดยไม่คํานึงว่าจะต้องแลกด้วย ชื่อเสียง เกียรติภูมิ และหลักธรรมาภิบาลที่ดี ทำให้ต้องเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์จะบานปลายไปถึงระดับใด แต่ที่แน่ๆ คาดว่าการแข่งขันในการ เลือกตั้งวันที่ 30 มีนาคมนี้ คงจะดุเดือดอย่างแน่นอน

ทำไม..? ตำแหน่งนี้มีอิทธิพลสูง
คำตอบคือ เป็นตัวแทนเสียงของภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจาก ส.อ.ท. มีสมาชิกครอบคลุมกว่า 40–50 กลุ่มอุตสาหกรรม และหลายหมื่นบริษัททั่วประเทศ ซึ่งบทบาทของประธานคือเป็น “กระบอกเสียงของผู้ประกอบการ” สะท้อนปัญหาธุรกิจต่อรัฐบาล และผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน ภาษี แรงงาน และการส่งออก กล่าวง่าย ๆ คือ ประธาน ส.อ.ท. = ตัวแทนภาคการผลิตของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีมีบทบาทกำหนดนโยบายเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาลในเวทีสำคัญ เช่น คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) การหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม การกำหนดนโยบายพลังงานและโลจิสติกส์ และยังมีอิทธิพลต่อทิศทางอุตสาหกรรมไทย ภายใต้วาระต่างๆ ยกตัวอย่างที่ผ่านมา เช่น การยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Industry 4.0 การผลักดัน EV / Green Industry / Net Zero การสนับสนุน SME ในภาคการผลิต ดังนั้น แนวคิดของประธานแต่ละคน จึงมีผลต่อ ทิศทางอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ SME นักลงทุนต่างชาติ สมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นหนึ่งในตำแหน่งผู้นำภาคเอกชนที่ทรงอิทธิพลที่สุด

ประธาน ส.อ.ท. ที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง..?
ที่ผ่าน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มีบทบาทสำคัญ หลายคนอาจนึกไม่ถึงเช่น ยุคของ “สันติ วิลาสศักดานนท์” มีแนวคิดหลัก ขยายฐานอุตสาหกรรมไทย ผ่านนโยบายสำคัญ คือผลักดันการพัฒนา อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก สร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับรัฐ ผลักดันการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial Cluster) ส่งผลต่อเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว จนการส่งออกกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย

ขณะที่ยุคของ “พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” มีแนวคิดหลัก คือ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ผ่านนโยบายสำคัญ คือผลักดันการลดต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ เรียกร้องมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการจากค่าเงินบาทแข็ง สนับสนุนการพัฒนาแรงงานฝีมือ ซึ่งผลต่อเศรษฐกิจ คือ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ จนกระทั่งรัฐบาลต้องรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนมากขึ้น

มาถึงยุคของ “สุพันธุ์ มงคลสุธี” กับแนวคิดหลัก “Thailand 4.0 และอุตสาหกรรมใหม่” มีนโยบายสำคัญคือ การสนับสนุน อุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี ผลักดัน EEC (Eastern Economic Corridor) ส่งเสริม Startup และนวัตกรรม ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ให้เริ่มปรับตัวจากอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นไปสู่เทคโนโลยี จนกระทั่ง EEC กลายเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ต่อมาในยุคของ “เกรียงไกร เธียรนุกุล” แนวคิดหลัก คือการฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด ผ่านนโยบายสำคัญ คือ ผลักดัน อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) สนับสนุนการลงทุน EV และพลังงานสะอาด เรียกร้องการลดค่าไฟฟ้า และต้นทุนพลังงาน ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยกลายเป็นฐานการผลิต รถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค กระแส ESG และ Net Zero ถูกผลักดันในภาคอุตสาหกรรม

จะว่าไปแล้ว ภาพรวมอิทธิพลของตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ตำแหน่งนี้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเพราะสามารถ กำหนดวาระอุตสาหกรรมของประเทศ เช่น EV, Digital Industry, Green Economy เป็นตัวแทนภาคการผลิตในการเจรจากับรัฐบาล เช่น ค่าไฟ ภาษี หรือมาตรการส่งออก รวมทั้งมีเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วประเทศ
ครอบคลุมหลายหมื่นบริษัท จึงไม่ใช่แค่ตำแหน่งในองค์กรธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย เพราะนโยบายที่ผลักดันมักเกี่ยวข้องกับ “การลงทุน การส่งออก และโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ”

ดังนั้น ตำแหน่งนี้ จึงสำคัญ และมีคนที่อยากแสวงหา เพื่อให้ได้มันมาไว้ในครอบครอง

ธณพงศ์ มีทอง

- Advertisement -