วันนี้มาเปรียบเทียบ Positioning ระหว่าง SMO vs UVAN vs CPI (กลุ่มน้ำมันปาล์ม) ทำไมช่วงหลังๆ ถึงได้โดดเด่น แต่ก่อนอื่น สรุปสั้นๆ ก่อนว่า ทั้ง 3 รายนี้ มีความเหมือนกันตรงที่ ผลิตและจำหน่าย น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil: CPO) เป็นผลิตภัณฑ์หลัก โดยใช้วัตถุดิบจาก ผลปาล์มสด (FFB) ผ่านกระบวนการสกัด จากนั้น จะถูกนำไปกลั่นต่อ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือนำไปทำ B100 หรือไบโอดีเซล / พลังงาน
อย่างไรก็ตาม ทั้ง UVAN – CPI เรารู้จักกันแล้ว
UVAN ราคาปิด (23 มี.ค.69) 15.80 บาท EPS 1.87 บาท พี/อี 8.45 เท่า P/BV 2.67 Yield 7.91%
CPI ราคาปิด (23 มี.ค.69) 3.68 บาท EPS 0.66 บาท พี/อี 5.56 เท่า P/BV 0.66 เท่า Yield 7.34%
ขณะที่
SMO น้องใหม่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นได้ไม่นาน ราคาปิด (23 มี.ค.69) 4.96 บาท EPS 0.94 บาท พี/อี 6.72 เท่า Yield 7.06%
ทั้ง 3 บริษัท ได้รับผลกระทบจาก “ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil: CPO) กรณี CPO “ขาขึ้น / ราคาสูง” ราคาขายเพิ่มทันที → รายได้โต
Inventory gain (สต็อกมูลค่าสูงขึ้น) รวมทั้งได้ Demand จาก Biofuel / Energy เพิ่ม โดย
UVAN จะได้ประโยชน์ “มากสุด” เป็น Pure CPO play ทำให้ Margin ขยายแรงตามราคา ส่งผลให้กำไรเติบโตแรงสุดในกลุ่ม
SMO จะได้ประโยชน์ในระดับ “สูง” จากการขาย CPO เป็นหลัก (97%) แต่ได้ 2 เด้ง คือ ราคาขายเพิ่ม Export demand พุ่ง Growth + ราคาสินค้าหนุน
CPI จะได้ประโยชน์ “ปานกลาง” จาก downstream (refinery / energy) แต่ต้นทุน CPO ก็สูงขึ้น กำไร “ขึ้น แต่ไม่แรงเท่า upstream”
ในทางกลับกันกรณี CPO “ขาลง / ราคาต่ำ” ผลกระทบหลัก ราคาขายลด กดรายได้หด Inventory loss ทำให้ Demand ชะลอ
UVAN ก็จะโดนหนักสุด เพราะไม่มี diversification กำไรหดตัวแรง
SMO ผลกระทบปานกลาง เพราะได้ Export Scale ช่วยพยุง แม้กำไรจะลดลง แต่ไม่ collapse
CPI ถือว่าโดน “น้อยสุด”downstream ช่วย hedge refinery margin บางช่วงดีขึ้น เป็น Defensive play
ดูจากข้อมูลข้างต้น พอสรุปได้ว่า
UVAN = Beta ต่อ CPO สูงสุด
SMO = Beta สูง + มี Growth Story เสริม
CPI = Beta ต่ำ (เพราะมี Value Chain ครบ)
👉 ถ้าเล่น “Commodity cycle”
ขาขึ้น → เลือก UVAN / SMO
ขาลง → ถือ CPI
กรณี CPO ขึ้น ทุกตัวได้ประโยชน์ แต่ UVAN แรงสุด
CPO ลง → CPI ปลอดภัยสุด
ส่วน SMO = ตัวกลาง (ได้ทั้ง Cycle + Growth) ถือว่าน่าสนใจ ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ลองมาดูว่า การเปลี่ยนแปลงของราคา CPO
ตามสัดส่วน สมมุติ ราคา CPO ปัจจุบัน 35 บาท/กก.
การเปลี่ยนแปลง: ±5 บาท/กก. (±14%)
สัดส่วนรายได้จาก CPO:
SMO สูงถึง 97% ถ้าราคา CPO เพิ่มขึ้นกำไรมีโอกาส +25-35% ขณะที่ราคา CPO ลดลง กำไรก็มีโอกาสลดลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียง เพียงแต่มีตลาดส่งออกจะช่วยพยุง
เป็นหุ้น High Beta + Growth Buffer ราคา CPO ผันผวนสูง แต่ผลกระทบจะดูนุ่มนวลกว่า UVAN
UVAN สูงถึง 90–95% ถ้าราคา CPO เพิ่มขึ้นกำไรมีโอกาส +30-45% ขณะที่ราคา CPO ลดลง กำไรก็มีโอกาสลดลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ถือเป็น High Beta เช่นกัน
รายได้ผูกกับ CPO เกือบทั้งหมด ต้นทุน fix มากกว่า แต่ leverage สูง ทำให้กำไร-ขาดทุน เหวี่ยงแรงสุด
CPI 70–80% (มี downstream hedge) ถ้าราคา CPO เพิ่มขึ้นกำไรมีโอกาส +10-20% ขณะที่ราคา CPO ลดลง กำไรก็มีโอกาสลดลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน มี refinery + energy บางช่วงหาก CPO ลง margin downstream ดีขึ้น ถือว่า “กำไรเสถียรสุด”
ทั้ง 3 ราย มีข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่างกัน ถ้าเชื่อว่า CPO จะขึ้นแรง UVAN > SMO > CPI ถ้าลงแรง CPI > SMO > UVAN
เพียงแต่ SMO อยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิต และกำลังเติบโตจากตลาดส่งออก โดยเฉพาะ อินเดีย ที่มีโอกาสแทนที่มาเลเซีย แต่ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเห็นด้วย หรือมองเห็นในทิศทางเดียวกัน หากจะลงทุน ให้หาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง
ธณพงศ์ มีทอง เรียบเรียง










