บล.พาย:

TU: Thai Union Group PCL

เตรียมปรับราคาเพื่อรับผลกระทบราคาปลา

TU ได้มีการเตรียมรับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถเจรจาปรับราคากับคู่ค้าได้ตั้งแต่ช่วงปลาย 2Q26 เป็นต้นไป หลังจากสต๊อกสินค้าเดิมอย่างวัตถุดิบในการผลิตเช่นปลาทูน่า และวัสดุในกลุ่มกระป๋องและพลาสติก อย่างไรก็ตามทางผู้บริหารยังต้องติดตามว่าราคาปลาทูน่าจะยืนสูงที่ระดับ 2,000 เหรียญฯ/ตัน เป็นเวลานานเท่าใดจึงจะสามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจน สำหรับแนวโน้มผลประกอบการงวด 1Q26 คาดกำไรสุทธิ 1,178 ล้านบาท แต่ถ้าไม่รวมรายการพิเศษทางภาษีกว่า 380 ล้านบาท จะมีกำไรปกติอยู่ที่ 782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26%YoY จากผลดีของการปรับราคาสินค้า แต่ลดลง 19%QoQ ซึ่งเป็นผลตามฤดกาล

คาด 1Q26 กำไรสุทธิ 1,178 ล้านบาท (+16%YoY, +16%QoQ)

  • คาด TU มีกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 1,178 ล้านบาท (+16%YoY,+16%QoQ) ถ้าไม่รวมรายการพิเศษที่ส่วนใหญ่เป็นรายการภาษีรับกว่า 380 ล้านบาท จะมีกำไรปกติที่ระดับ 782 ล้านบาท (+26%YoY, 19%QoQ) เทียบกับปีก่อนเติบโตดีจากการปรับราคาสินค้าเพื่อรับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ส่วนลดลงจาก 4Q25 เป็นไปตามผลของฤดูกาล
  • รายได้คาดที่ 31,566 ล้านบาท (+6%YoY, -10%QoQ) เทียบกับปีก่อนเติบโตในทุกกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังเติบโตดีจากคำสั่งซื้อใหม่ที่เข้ามา ส่วนกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและอาหารแช่แข็งได้รับผลดีจากการปรับราคาเพื่อรับกับภาษีสหรัฐฯ ส่วนเทียบกับ 4Q25 ลดลงตามผลของฤดูกาล โดยเฉพาะธุรกิจอาหารแช่แข็ง
  • กำไรขั้นต้นคาดที่ 18.2% ใกล้เคียงกับ 1Q25 แต่ลดลงจาก 18.8% ใน 1Q25 เนื่องจากธุรกิจอาหารแช่แข็งมีกำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ในระดับปกติหลังจากสูงไปในช่วง 4Q25 ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคาดที่ 4,577 ล้านบาท (-3%YoY, -6%QoQ) ลดลงในกลุ่มค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างบริษัท หลังจากโครงการโซน่าร์ สิ้นสุดลง (ปัจจุบันเหลือในส่วนของโครงการ Tailwind ที่จะจบในปี 26)
  • ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคาดที่ 291 ล้านบาททรงตัวจากปีก่อนและเพิ่มขึ้น 63%QoQ ภาษีจ่าย (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) คาดที่ 90 ล้านบาท (+182%QoQ) พลิกจากรายได้ภาษี 41 ล้านบาทใน 1Q25

ต้นทุนเพิ่มเริ่มเห็นในช่วง 3Q26 แต่คาดปรับราคากับลูกค้าได้

สำหรับผลกระทบจากต้นทุนที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาปลาทูน่า ที่ในเดือน มี.ค. ราคาอยู่ที่ 2,000 เหรียญฯ/ตัน (+27%YoY, +15%QoQ) TU คาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบในช่วง 3Q26 เป็นต้นไป เนื่องจากปัจจุบันยังมีสต๊อกในราคาต่ำอยู่ อย่างไรก็ตามหากเริ่มกระทบ TU มองว่าจะกระทบระยะสั้นเท่านั้น เพราะจะสามารถปรับราคากับคู่ค้าได้ ส่วนต้นทุนอื่นที่เพิ่มขึ้นอย่างเช่นราคาเหล็กหรือพลาสติก ที่มีสัดส่วนประมาณ 11% ของต้นทุนรวม คาดว่าจะสามารถเจรจาปรับราคากับคู่ค้าได้เช่นกัน ทั้งนี้ TU จะติดตามว่าสงครามจะจบช่วงใด โดยคาดว่าราคาปลาจะมีรูปแบบคล้ายปี 23 ที่ยืนระดับ 2,000 เหรียญฯเป็นเวลา 3 เดือน

คงกำไรทั้งปีไว้เท่าเดิมก่อน และยังคงแนะนำ “ซื้อ”

กำไรปกติในช่วง 1Q26 ที่ออกมาคิดเป็นสัดส่วนเพียง 17% ของกำไรทั้งปีที่เราประเมินไว้ที่ 4,721 ล้านบาท โดยเรามองว่าแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี เราต้องติดตามผลกระทบจากสงครามอย่างใกล้ชิดว่าจะจบช่วงใด รวมถึงผลจากการปรับราคาว่าจะเป็นไปตามที่ผู้บริหารคาดหรือไม่ ดังนั้นเราจึงคงประมาณการทั้งปีไว้เท่าเดิมก่อน

สำหรับคำแนะนำการลงทุน ด้วยผลประกอบการที่เติบโตได้จากปีก่อน เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดิม และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 15.0 บาท (13.5XPER’26E ปรับ PER เป็นค่าเฉลี่ย 10 ปี)

- Advertisement -