บล.ทรีนีตี้:

โรงกลั่นเผชิญแรงกดดันสองเด้ง: เสี่ยงถูก Cap ค่าการกลั่น ขณะ Crude Premium พุ่ง

สาระสำคัญของประเด็นข่าว

รัฐบาลสงสัญญาณกดดันโรงกลั่นอย่างจริงจัง หลังมองว่าค่าการกลั่นพุ่งขึ้น “ผิดปกติ” โดยระบุว่าจากระดับปกติราว 2 บาท/ลิตร ขยับเป็นเฉลี่ย 7 บาท/ลิตร ในเดือนมีนาคม และเพียงต้นเดือนเมษายนขึ้นไปถึงราว 16-17 บาท/ลิตร จึงเตรียมเรียกประชุม กบง. และหารือกับโรงกลั่นเพื่อดึง “กำไรส่วนเกิน” กลับเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์

โดยมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) ขอความร่วมมือ/เจรจาให้โรงกลั่นคืนผลประโยชน์ส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน และ 2) หากเจรจาไมสำเร็จ อาจใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 เพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง รัฐมนตรีพลังงานยังระบุว่าจะเรียกดู “ต้นทุนจริง” ของแต่ละโรงกลั่น เพื่อพิสูจน์ว่ากำไรที่เกิดขึ้นสูงเกินสมควรหรือไม่ และย้ำว่ารัฐต้องแยกปัจจัยภายนอกจากสงครามออกจากกลไกกำหนดราคาในประเทศให้ชัดเจน

ที่มา www.thansettakij.com

ความเห็น

ผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้นค่อนข้างชัดเจน เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงค่าการกลั่นที่สูงขึ้น แต่เป็นการที่ภาครัฐส่งสัญญาณแทรกแซงกำไรของโรงกลั่นโดยตรง ผ่าน 2 แนวทาง คือการขอเรียก “กำไรส่วนเกิน” คืนเข้ากองทุนน้ำมัน และหากเจรจาไม่สำเร็จ อาจใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 เพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านนโยบาย (policy risk) ต่อทั้งประมาณการกำไรและ valuation ของหุ้นโรงกลั่นทันที

นอกจากนี้ ล่าสุดซาอุฯ ก็ปรับ OSP ของ Arab Light สำหรับเอเชียขึ้นเป็น premium 19.50 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และยังมีรายงานวา Aramco ลด supply ไปเอเชียต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ตลาดตึงตัวขึ้นอีก จะยิ่งทำให้ margin ของโรงกลั่นถูกบีบจากทั้ง 2 ด้าน คือ รายได้ถูกจำกัด แต่ต้นทุนยังสูงขึ้นจริง ส่งผลลบต่อ sentiment และประมาณการกำไรกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น

แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นไปก่อน แนวโน้มกำไรอาจจะถูกกดดันจากทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และราคาขายที่ถูกจำกัด จะเป็น downside ต่อ TOP, SPRC, BCP, PTTGC, IRPC

 

- Advertisement -