บล.เอเซีย พลัส:
PTTEP อาจตกใจงบ 1Q69 ไม่ดีเท่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ขาดทุน Hedging สูง
Flash Points
• ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิงวด 1Q69 อยู่ราว 8.6 พันล้านบาท ลดลงถึง 50.7% QoQ ถูกกดดันจากรายการพิเศษที่สุทธิพลิกกลับมาเป็นค่าใช้จ่ายรวมสูงราว 8.9 พันล้านบาท จากงวดก่อนหน้าที่สุทธิเป็นรายได้พิเศษรวม 4.6 พันล้านบาท หลักๆ เป็นผลมาจากการบันทึกกลับเป็นขาดทุนจาก Oil Price Hedging รวมราว 8.6 พันล้านบาท จากงวดก่อนหน้าที่เป็นกำไรฯ 1.2 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมัน forward curve ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคา ceiling ที่ทำไว้ที่ 82 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล นอกจากนี้คาดจะบันทึกกลับเป็นขาดทุนจาก Fx ราว 297 ล้านบาท จากกำไร Fx 387 ล้านบาท ในงวดก่อนหน้า รวมถึงในงวดนี้ไม่มีบันทึก Negative Goodwill โครงการ Algeria Touat 3.0 พันล้านบาท เช่นในงวดก่อนหน้า
• แต่หากพิจารณาเฉพาะกำไรปกติคาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 35.7% QoQ มาอยู่ราว 1.7 หมื่นล้านบาท รับผลบวกมาจาก 1) ราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่คาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 45.8 จาก 42.6 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ตามราคาขาย liquid ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 75.0 จาก 67.0 เหรียญฯ ซึ่งอาจจะยังเพิ่มขึ้นไม่ได้ตามราคาในตลาดโลก เพราะปกติจะมี lag-time จากราคาดูไบราว 1-2 เดือน แต่คาดจะเห็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นมีนัยฯ สะท้อนราคาช่วงสงครามเดือน มี.ค. ในช่วง 2Q69 รวมถึงราคาก๊าซฯ คาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 5.88 จาก 5.74 เหรียญฯ ต่อล้านบีทียู 2) ปริมาณขายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ราว 5.5 จาก 5.4 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมีการเรียก Gas Nomination ในอ่าวไทย และโครงการไทย-มาเลเซีย เพิ่มขึ้น ตามความต้องการช่วงวิกฤตพลังงาน และ 3) ต้นทุนต่อหน่วยที่คาดจะลดลงมาอยู่ราว 30.0 จาก 32.2 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากต้นทุนสำรวจ, OPEX และ G&A ที่ลดลงจากงวดก่อนหน้า
Impact Insight
• สำหรับทิศทางแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปกติในงวด 2Q69 จะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. เป็นหลัก โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง 1) ถ้าสงครามจบ ราคาน้ำมันลดลงจากปัจจุบัน แนวโน้มกำไรปกติคาดจะประคองตัวใกล้เคียงกับงวด 1Q69 และ 2) ถ้าสงครามยืดเยื้อราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง คาดกำไรปกติจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1Q69 ภายใต้สมมติฐานปริมาณขายคาดจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1Q69 ตามโหลดน้ำมันแอลจีเรียที่เพิ่มขึ้นตามรอบ และราคาก๊าซฯ คาดจะทยอยเพิ่มขึ้นตามระดับราคาน้ำมันมาอยู่ที่ราว 6.0 เหรียญฯ ได้ในงวด 4Q69
• ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยได้ทำการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบในปี 2569 มาอยู่ที่ 80 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล และในปี 2570 ที่ 75 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล และระยะยาวตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ทรงตัวที่ 70 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากสมมติฐานเดิมที่ตั้งแต่ปี 2569 อยู่ที่ 70 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล สะท้อนสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นและคาดจะค่อยๆ คลี่คลายในที่สุด ส่งผลให้ภายใต้ประมาณการใหม่ คาดการณ์กำไรปกติปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 6.8 หมื่นล้านบาท จากเดิม 5.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 21.1% YoY รับผลบวกจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 5.6 จาก 5.1 แสนบาร์เรลต่อวัน และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามสมมติฐานราคาขายก๊าซฯ ที่ 6.0 จาก 5.8 เหรียญฯ ต่อล้านบีทียู และแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบที่กำหนดไว้ตามสมมติฐาน
Execution
• ภายใต้ประมาณการใหม่มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 170 บาท (เดิม 150 บาท) ในภาพใหญ่ ยังคงแนะนำซื้อ จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาวตามปริมาณขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นของโครงการใหม่ๆ YoY และราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ในกรณีที่สงครามอาจจะผ่อนคลายลง แต่โครงสร้างสาธารณูปโภคในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันของโลกในตะวันออกกลางถูกทำลาย ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาราว 1-2 ปี ในการปฏิรูปฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม แต่อย่างไรก็ตามในช่วงสั้นจากงบ 1Q69 ที่ไม่สวย ราคาหุ้นอาจถูกกดดันปรับฐานลงได้ แนะนำให้รอทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อรับปันผลระหว่างกาลรอบใหม่ หรือจะเน้น trading เป็นรอบๆ ได้








