บล.เอเซีย พลัส:
TU ส่งผ่านต้นทุนเป็นกุญแจรักษามาร์จิ้น
Flash Points
• 1Q69 คาดกำไรปกติ 754 ล้านบาท ลดลง 27% QoQ จากปัจจัยฤดูกาล แต่เติบโต 19% YoY หนุนจากยอดขายเพิ่ม 6% YoY (ลดลง 10% QoQ) มาจากราคาขายที่สูงขึ้นเป็นหลัก รวมถึงค่าใช้จ่ายขายบริหารลดลง จากค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างองค์กรน้อยลง ชดเชยกับมาร์จิ้นคาดอ่อนตัวจากงวดปีก่อน (แต่ทรงตัวจากงวดก่อน) จากผลกระทบเงินบาทแข็งค่า, ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงของ Product mix
Impact Insight
• ผลกระทบทางตรงจากสงครามยังจำกัด เนื่องจากสัดส่วนส่งออกตะวันออกกลางไม่เกิน 3% ของยอดขาย ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมัน แม้เริ่มมีผลต่อต้นทุน โดยราคาปลาทูน่าขยับขึ้นแรงเดือน มี.ค. แต่ระยะสั้นยังบริหารได้จากการเก็บสต๊อกนานขึ้น โดยผลกระทบจะชัดขึ้นใน 2H หากราคายังยืนสูง ส่วนต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีสต๊อก 2 เดือน และพลังงาน มีผลจำกัด ส่วนค่าขนส่ง ยังบริหารได้และสามารถส่งผ่านลูกค้าได้
• เตรียมเจรจาปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุน โดยลูกค้า OEM สามารถทยอยปรับราคาได้ภายใน 1–3 เดือน ขณะที่สินค้า Branded มีสัญญาหลากหลายตั้งแต่ 3–12 เดือน แม้สัญญารายปีมีการตกลงเรื่องราคาขายแล้วเมื่อไตรมาส 1 แต่สามารถใช้เงื่อนไข Force majeure หรือเหตุสุดวิสัย เพื่อกลับไปเจรจากับลูกค้าใหม่ได้ อีกทั้งการลดภาษีนำเข้าสหรัฐจาก 19% เหลือ 10% คาดช่วยบรรเทาแรงกดดันต้นทุนบางส่วน
• ธุรกิจ AMBIENT มีโอกาสในยามวิกฤติ เนื่องจากปลาทูน่ากระป๋องเป็นสินค้าโปรตีนราคาย่อมเยา ทำให้เกิดการกักตุนเพิ่มในบางช่วงเวลา ส่วนธุรกิจ FROZEN ยังเผชิญแรงกดดันต้นทุนต่ำกว่า AMBIENT และความสามารถของตลาดในการรับราคาที่สูงขึ้น ส่วน PETCARE คาดได้รับผลกระทบจำกัดสุด จากการวางตำแหน่งสินค้ากลุ่มพรีเมียม ทำให้มีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจต่ำกว่าอาหารทั่วไป
Execution
• แม้การดำเนินงานจะมีแรงกดดันจากประเด็นเรื่องต้นทุน แต่เชื่อว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการผ่านการปรับราคาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อลดผลกระทบต่อมาร์จิ้น จึงยังคงประมาณการกำไรปกติปีนี้ 4.67 พันล้านบาท และปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” หลังราคาหุ้นปรับลงมาราว 10% ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา จนเปิด upside 17% เทียบกับราคาเป้าหมายปีนี้ 13.20 บาท บวกกับคาดการณ์เงินปันผล 5.6% ต่อปี
คาดกำไรปกติ 1Q69 โต YoY แต่ลดลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล
งวด 1Q69 คาดกำไรสุทธิ 1.13 พันล้านบาท (+11% YoY และ +12% QoQ) หากไม่รวมรายการพิเศษทางภาษีที่เป็นบวก 360 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ให้รายละเอียดชัดเจนของธุรกรรมดังกล่าว และกำไรอัตราแลกเปลี่ยนคาด 20 ล้านบาท ประเมินกำไรปกติ 754 ล้านบาท แม้ลดลง 27% QoQ จากผลกระทบของปัจจัยฤดูกาล แต่สูงขึ้น 19% YoY แรงขับเคลื่อนมาจากยอดขายคาด 3.15 หมื่นล้านบาท เติบโต 6% YoY (แต่ลดลง 10% QoQ) และดีกว่าเป้าหมายบริษัททั้งปีคาดระดับ 3-4% YoY มาจากราคาขายสูงขึ้นเป็นหลัก ท่ามกลางปริมาณขายทรงตัว หนุนรายได้เพิ่มในทุกธุรกิจหลัก นำโดยอาหารสัตว์เลี้ยง (PETCARE สัดส่วน 15%) คาดเติบโตมากสุด 16.5% YoY จากตลาดหลักสหรัฐ โดยเฉพาะลูกค้า Global Brand ตามด้วยอาหารทะเลแช่แข็งแช่เย็น (FROZEN สัดส่วน 29%) สูงขึ้น 8.5% YoY ส่วนอาหารทะเลแปรรูป (AMBIENT สัดส่วน 48%) คาดเพิ่ม 2.5% YoY นอกจากนี้การลดลงของค่าใช้จ่ายขายบริหาร โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างองค์กร หลังสิ้นโครงการ Sonar เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ทำให้ SG&A/Sales ลดลงจาก 15.8% งวดปีก่อน มาอยู่ที่ 14.5% (เป้าหมายกรอบบนของบริษัท) ชดเชยกับ Gross Margin ประเมิน 18.3% ทรงตัวจากงวดก่อน แต่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปี 19-20% และ 18.8% งวดปีก่อน จากค่าเงินบาทแข็งค่า และภาษีนำเข้าสหรัฐฯ กระทบต่อมาร์จิ้นธุรกิจ AMBIENT และ FROZEN มาร์จิ้นอ่อนตัวจากธุรกิจสัตว์น้ำ (FEED by TFM) และการเปลี่ยนแปลงของ Product Mix
เตรียมปรับราคาขาย หลังสงครามเริ่มกระทบต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น
ผู้บริหารให้ภาพของผลกระทบจากสงครามดังนี้
ผลกระทบทางตรง – ยังคงจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่เกิน 3% ของยอดขาย
ผลกระทบทางอ้อม – จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน เริ่มส่งผลกระทบต่อต้นทุนผลิต โดยให้น้ำหนักไปที่ต้นทุนวัตถุดิบ เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนมากสุด 70% ของต้นทุนรวม และราว 30% เป็นต้นทุนปลาทูน่า ซึ่งมีการขยับขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 2,000 เหรียญฯ/ตัน สูงขึ้น 26.6% จากเดือน ก.พ. เฉลี่ย 1,580 เหรียญฯ/ตัน และ 15% YoY (มี.ค. 2568 เฉลี่ย 1,740 เหรียญฯ) อย่างไรก็ดีผลกระทบระยะสั้นยังจำกัด เนื่องจากบริษัทมีสต๊อกวัตถุดิบจนถึง 2Q69 หลังได้เพิ่มสต๊อกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา คาดผลกระทบจะเริ่มชัดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หากราคายังยืนสูง แต่อย่างไรก็ดีบริษัทมองการขึ้นของต้นทุนเป็นเพียงช่วงสั้น และมีแนวโน้มดีขึ้นหากสงครามคลี่คลาย/จบลง ทั้งนี้หากอ้างอิงข้อมูลในอดีตช่วง 1H66 ที่เกิดเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาทูน่าพุ่งจาก 1,840 เหรียญฯ ใน 1Q66 เป็น 2,000 เหรียญฯ ใน 2Q66 (ยืนระดับ 2,000 เหรียญฯ ตลอด 3 เดือน) ก่อนย่อตัวทุกเดือนในช่วง 2H66 ลงมาที่ 1,450 เหรียญฯ ณ สิ้นปี ส่งผลให้มาร์จิ้นเฉลี่ยฯ ลดลงจาก 17.3% งวด 4Q65 เหลือ 15.1% ใน 1Q66 ก่อนฟื้นตัวขึ้นแตะ 16.9% และ 18.4% ใน 2Q-3Q66 หลังมีการปรับขึ้นราคา
ขณะที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ คิดเป็นสัดส่วน 11% ของต้นทุนรวม (แบ่งเป็นเหล็ก/อลูมิเนียม 7-8% และพลาสติก 3%) ซึ่งมีสต๊อกวัตถุดิบราว 2 เดือน และต้นทุนพลังงาน คิดเป็นเพียง 1-2% จึงมีผลกระทบจำกัด อีกทั้งต้นทุนขนส่ง (สัดส่วน 3% ของยอดขายปี 2568 และ 4% ในช่วงโควิด-19) ที่เพิ่มขึ้น ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้และสามารถทยอยส่งผ่านไปยังลูกค้า เนื่องจากการจัดส่งสินค้าส่วนใหญ่ราว 70% อยู่ภายใต้เงื่อนไข FOB ซึ่งหมายถึงลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบด้านโลจิสติกส์/จัดหาเรือ
ภายใต้สถานการณ์ตอนนี้ บริษัทเตรียมปรับขึ้นราคาขายกับลูกค้า เพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น โดยกลุ่มลูกค้า OEM ทั่วไป สามารถปรับราคาตามปกติภายใน 1-3 เดือน ขณะที่สินค้าแบรนด์ (Branded) รูปแบบสัญญาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ มีสัญญาตั้งแต่ 3-6-12 เดือน โดยบางประเทศที่เป็นสัญญารายปี ปกติมีการเจรจาและตกลงราคาภายในไตรมาส 1 ซึ่งปีนี้ได้ตกลงราคาขายสำหรับปี 2569 เรียบร้อยแล้ว แม้ภายใต้ภาวะปกติราคาจะไม่ถูกปรับเปลี่ยนระหว่างปี แต่บริษัทสามารถใช้เงื่อนไข Force majeure หรือเหตุสุดวิสัย เช่น การเกิดสงครามหรือเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้ต้นทุนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยฯ เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการกลับไปเจรจากับลูกค้าใหม่ได้ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม นอกจากนี้การลดอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐจาก 19% เหลือ 10% ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันต้นทุนโดยรวมในระดับหนึ่ง
หากพิจารณาผลกระทบรายธุรกิจ พบว่าธุรกิจ AMBIENT สินค้าหลักคือปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งเป็นสินค้าโปรตีนสูงที่มีราคาย่อมเยา ทำให้ผู้บริโภคอาจมีการกักตุนสินค้าไว้ในครัวเรือนมากขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือเกิดวิกฤติ จึงอาจส่งผลเชิงบวกต่อยอดขายในบางช่วงเวลา ส่วนธุรกิจ FROZEN เนื่องจากสินค้าหลักเป็นกุ้ง ส่วนใหญ่มาจากฝั่งเอเชีย จึงมีความเสี่ยงด้านต้นทุนบางส่วนที่เพิ่มขึ้นช้ากว่า รวมถึงมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าและความสามารถของตลาดในการรับราคาที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจ PETCARE คาดได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคจำกัดกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและมีความเชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะทาง ทำให้ความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจต่ำกว่ากลุ่มสินค้าอาหารทั่วไป








