บล.เอเซีย พลัส:
BANK แสงและเงา (Neutral)
Flash Points
• ภายใต้ “แสง” จาก Coverage ratio ที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ “เงา” ของ Credit cost เริ่มคืบคลานเข้ามา
• แม้คาดกำไรสุทธิกลุ่มฯ (8 ธนาคาร) งวด 1Q69 ที่ 6.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 11% QoQ เพราะ OPEX ของ ธ.พ. ใหญ่ดีขึ้นตามฤดูกาล แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ มองตลาดจะให้น้ำหนักกับทิศทาง Credit cost ภายใต้ภาวะ Cost push inflation ในช่วงที่เหลือของปีมากกว่า
Impact Insight
• ภายใต้ Cost push inflation ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักกับสินเชื่อในภาคการผลิตเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าหลักประกันไม่สูง (เครื่องจักร) ประกอบกับมาร์จิ้นมีความอ่อนไหวกับต้นทุนวัตถุดิบสูง
• โดย KBANK มีสัดส่วนสินเชื่ออิงกับภาคการผลิตและการพาณิชย์สูงสุดในกลุ่มฯ ราว 41% ของพอร์ตฯ สะท้อนแรงกดดันสูงกว่า ธ.พ. อื่น ตามด้วย BBL กับ SCB ที่ 28% และ KTB ที่ 17% ของพอร์ตฯ จึงมองว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่า ธ.พ. ใหญ่ อื่น ๆ
• ทั้งนี้ Sensitivity Analysis พบว่า 1% ของสินเชื่อภาคการผลิตและการพาณิชย์ที่ตกชั้นเป็น NPL จะส่งผลกระทบต่อกำไรฯ ราว 8% โดย KBANK มี Sensitivity สูงสุดในกลุ่มฯ (11%) และ KTB กระทบน้อยกว่ากลุ่มฯ (5%)
• แม้ Sensitivity Analysis ดูมีผลต่อกำไรฯ แต่ด้วยการดำเนินนโยบายสินเชื่อของกลุ่มฯ เป็นไปอย่างเข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับ Coverage ratio เฉลี่ยกลุ่มฯ อยู่ที่ระดับ 180% สูงขึ้นกว่าช่วงความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย (177%) คาดช่วยจำกัดความจำเป็นในการเร่งตั้งสำรองใหม่
• โดย BBL กับ KTB ซึ่งระดับ Coverage ratio ปัจจุบันสูงสุดในกลุ่มฯ ราว 300% และ 200% ตามลำดับ จะมีกันชนเพื่อลดทอนแรงปะทะได้ดีกว่ากลุ่มฯ
Execution
• ภายใต้บริบทข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังเลือก KTB เป็นหุ้นเด่น จากสัดส่วนสินเชื่อภาคการผลิตฯ ต่ำสุดในกลุ่ม ธ.พ. ใหญ่ และ Coverage ratio สูง รวมถึง ROE ที่ 10% เด่นกว่า ธ.พ. ใหญ่ อื่น ประกอบกับ Div Yield ราว 6% ต่อปี
• ขณะที่ BBL กับ KBANK เป็น catch-up play จาก Valuation ถูกกว่ากลุ่มฯ แม้ KBANK จะมีสินเชื่ออิงภาคการผลิตสูง แต่ราคาหุ้น YTD ยังลบ 1.5% เคลื่อนไหวช้ากว่า SETBANK (+6.5%) และ SET (+16.3%) จึงมีโอกาสฟื้นตัวหากคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในการควบคุม อีกทั้งยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยจำกัด Downside
กำไรฯ 1Q69 ฟื้น QoQ ตามฤดูกาล แต่มองตลาดให้น้ำหนักกับ Credit cost ข้างหน้า มากกว่า
เตรียมเข้าสู่ช่วงประกาศงบการเงินงวด 1Q69 ของกลุ่มฯ เริ่มด้วย TISCO วันที่ 16 เม.ย. และปิดท้ายด้วย ธ.พ. ใหญ่อย่าง KBANK (เช้า) และ SCB (บ่าย) วันที่ 21 เม.ย.
ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิกลุ่มฯ (8 ธนาคาร) งวด 1Q69 ที่ 6.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 11% QoQ เพราะ OPEX ของ ธ.พ. ใหญ่ดีขึ้นตามฤดูกาล ในเชิง YoY ชะลอตัว 8% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (NII) ของ ธ.พ. ใหญ่ถูกกดดันจากการลดดอกเบี้ยช่วงที่ผ่านมา
โดยประเมิน KKP, TISCO และ TTB ทำได้ดีกว่ากลุ่มฯ เพราะมีพอร์ตเช่าซื้อ ซึ่งเป็น Fixed rate จึงมีแรงกดดันจากการลงดอกเบี้ยนโยบายรอบที่ผ่านมา น้อยกว่า ธ.พ. ใหญ่อย่าง BBL, KTB, KBANK และ SCB
มีรายละเอียดภาพรวมกลุ่มฯ ดังนี้
สินเชื่อ กลุ่มฯ ยังฟื้นตัวช้า (-0.5% QoQ, -1.1% YoY) สอดคล้องกับข้อมูล ธ.พ. 1.1 พบว่าสินเชื่อกลุ่มฯ ณ สิ้น ก.พ. ลดลง 0.6% จากสิ้น ธ.ค. ท่ามกลางความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
NII กลุ่มฯ ที่ 1.59 แสนล้านบาท (-4% QoQ, -8% YoY) จากทิศทาง NIM ลง 10 bps QoQ และ 20 bps YoY มาที่ 3.0% หลัก ๆ มาจาก NIM ของ ธ.พ. ใหญ่ตามวัฏจักรดอกเบี้ย
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ราว 7 หมื่นล้านบาท (-4% QoQ, ทรงตัว YoY) ในส่วนของ Core อย่างรายได้ค่าธรรมเนียมฯ อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 1% QoQ และ 12% YoY ผ่านค่าธรรมเนียมฯ กลุ่ม Capital market ทั้ง บล. (มูลค่าซื้อขายต่อวันเพิ่ม 85% QoQ และ 51% YoY) และแผนการขยายลูกค้า Wealth
ในด้าน Trading income มีแรงกดดันจากการขึ้นของ Bond yield ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อพอร์ตตราสารหนี้ แต่พอร์ตหุ้นได้แรงหนุนจาก SET Index ณ สิ้นงวด 1Q69 ยังสูงกว่าสิ้นปี 2568 ราว 15% เข้ามาช่วยประคอง โดย Trading income รายไตรมาสเป็นรายการที่มีความผันผวน แม้เป็นรายการที่ค่อนข้างผันผวนรายไตรมาส อาจเปิด Upside หรือ Downside ต่อคาดการณ์ 1Q69 แต่เนื่องจากไม่ใช่การดำเนินงานหลักของ ธ.พ. จึงแนะนำให้น้ำหนักกับรายการหลัก ๆ อย่าง NII และรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่า (Sensitivity Analysis พบว่าทุก 10% ของ Trading income ที่เปลี่ยนแปลงจากสมมติฐาน จะส่งผลต่อคาดการณ์กำไรฯ กลุ่มฯ 1Q69 ราว 2%)
Cost to income ratio อยู่ที่ 44% ดีขึ้นจาก 48% งวดก่อน หลัง OPEX กลับสู่ระดับปกติตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 43% งวดเดียวกันปีก่อน เพราะฐานรายได้ชะลอตัวตาม NII
Credit cost กลุ่มฯ ทรงตัวสูง QoQ และ YoY ที่ 1.5% เพื่อรองรับความเสี่ยง (Management Overlay) จาก Cost push inflation ที่จะเริ่มส่งผ่านมายังความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตั้งแต่ไตรมาสหน้าเป็นต้นไป
คุณภาพสินทรัพย์กลุ่มฯ ณ สิ้นงวด 1Q69 ประเมิน NPL / Loan ที่ 3.8% จาก 3.7% ณ สิ้นงวดก่อน จาก BBL ตามฤดูกาล (ในอดีต NPL จะขึ้น 1Q-3Q และลงช่วง 4Q ตามการปรับโครงสร้างหนี้) ส่วน ธ.พ. อื่น ทรงตัวถึงขึ้นเล็กน้อยราว 0.1% QoQ ขณะที่แนวโน้ม Coverage ratio กลุ่มฯ อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงสิ้นงวดก่อนที่ 187%
กล่าวโดยสรุปกำไรฯ กลุ่มฯ ฟื้น QoQ เป็นไปตามฤดูกาล และไม่ใช่เรื่องใหม่ จึงมองตลาดจะให้น้ำหนักกับทิศทาง Credit cost ในช่วงที่เหลือของปีมากกว่างบระยะสั้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนด Valuation และความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มฯ ตลอดช่วงที่เหลือของปี ขณะที่ BBL กับ KBANK ซึ่งราคาหุ้น YTD Laggard สุดในกลุ่มฯ มองเป็น Catch-up play จาก PBV ถูกกว่า ธ.พ. ใหญ่อื่น







