บล.ฟิลลิป:
Delta Electronics Thailand – DELTA
1Q69 คาดกำไรสูงขึ้น y-y และ q-q
Key Point
1Q69 คาดกำไร 7,812 ลบ. +42.4% y-y +7.7% q-q รายได้สูงขึ้นต่อเนื่อง จากลูกค้า Data center & Cloud service ในสหรัฐฯ ยังทุ่มค่าใช้จ่ายด้านลงทุนสูงขึ้นในปีนี้ บริษัทมีรายได้จากสหรัฐฯเป็นลำดับหนึ่งที่ 33% ในขณะที่กระแสการลงทุน Data center ในไทยทำให้มีสัดส่วนรายได้ขึ้นมาเป็นลำดับสามที่ 10% ยังเห็นแนวโน้มดีต่อเนื่องไปยัง 2Q69 และยังไม่เห็นความกังวลเรื่องวัตถุดิบที่กระทบต่อราคาหุ้น ปัจจุบันบริษัทยังจัดการได้
1Q69 คาดกำไรสูงขึ้น y-y และ q-q
1Q69 คาดรายได้รวม 6.2 หมื่นลบ. +46.4% y-y +8.4% q-q เติบโตจากกลุ่มธุรกิจ Power electronic โดยมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้า Data center & Cloud service สอดคล้องไปกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ที่ยังมีการขยายค่าใช้จ่ายด้านลงทุนสูงขึ้นในปีนี้ โดยสหรัฐฯ และสิงคโปร์เป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทที่ 33% และ 15% ของรายได้รวม ตามลำดับ และกระแสการลงทุน Data center ของไทยในปีที่ผ่านมาทำให้ไทยขึ้นมาเป็นลำดับที่สาม มีสัดส่วนรายได้ขึ้นมาที่ 10% (Graph: Proportion of revenue by region) ภาพรวมยังเห็นแนวโน้มดีต่อเนื่องไปยัง 2Q69 ในขณะที่ Microsoft ประกาศพัฒนา Cloud และ AI ในไทยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2569-2571 ยังเป็นโอกาสต่อผู้ผลิตอุปกรณ์อย่าง DELTA ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้มีการขยายโรงงานเพื่อรองรับ AI power system และ Data center solution สำหรับการเติบโตในอนาคต
GPM 28.6% สูงขึ้น +299 bps y-y จากสัดส่วนรายได้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Data center และ Cloud service มากขึ้น ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจอื่น (Product mix) แต่ GPM ทรงตัว q-q ชดเชยไปกับค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 31.6 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทที่เริ่มกลับอ่อนค่าลงในช่วงปลายไตรมาสหนึ่ง คาดว่าปัจจัยนี้จะเริ่มส่งผลดีใน 2Q69
แม้เราคาดว่าค่าใช้จ่ายบริหารในรูปจำนวนเงินมีแนวโน้มสูงขึ้นจากค่าใช้จ่าย Research & Development และทำให้ SG&A to sale สูงขึ้นกว่าปีก่อนมาอยู่ที่ 14.4% แต่ยังเห็นภาพของกำไรเติบโตได้ดี โดยเราคาดกำไรสุทธิ 7,812 ลบ. +42.4% y-y +7.7% q-q
แนวโน้มพลังงานทดแทนมีความสำคัญมากขึ้น
ส่วนธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้ายังคงอ่อนตัว แต่ความผันผวนของต้นทุนพลังงานในปัจจุบัน จะช่วยให้แนวโน้มการบริโภคสินค้าพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทเป็นผู้ผลักดันและมุ่งเน้นนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทน อาทิ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฮบริด (HEV) เป็นต้น
ราคาพื้นฐานปี 69 ที่ 298.00 บาท อิง P/E 120.0 เท่า
ในส่วนของความกังวลเรื่องวัตถุดิบขาดแคลน บริษัทแจ้งว่ายังสามารถจัดการได้ และเรายังไม่เห็นปัจจัยนี้เข้ามากระทบต่อราคาหุ้นในปัจจุบัน ส่วนทิศทางกำไรยังเติบโตได้ดี ทำให้เราตัดสินใจถอนคำแนะนำเดิมจาก “ขาย” มาเป็น “ทยอยซื้อ” และมีปรับกำไรปี 69 เพิ่มขึ้น 10% มาที่ 30,144 +21.5% y-y ปรับ P/E ให้ใกล้เคียงกับปัจจุบันขึ้นมาที่ 120.0 เท่า บวก ESG 2.7% ปรับราคาพื้นฐานปี 69 ขึ้นมาที่ 298.00 บาท







