บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

C.P. Axtra PCL (CPAXT.BK/CPAXT TB)

กำลังซื้อยังอ่อนแอ (Neutral‧Maintained)

Event 

เราคาดว่ากำไรสุทธิของ CPAXT ใน 1Q69F จะลดลงมาอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท (-6% YoY, -3% QoQ) เนื่องจากภาวะของการจับจ่ายใช้สอยอ่อนแอ และ อัตรากำไรลดลงเพราะ product mix ไม่เอื้ออำนวย 

Impact 

SSSG ดีขึ้นในเดือนมีนาคมจากปัจจัยเฉพาะ ทำให้ SSSG ใน 1Q69F เป็นบวก 

ถึงแม้ว่าภาวะของการจับจ่ายใช้สอยจะอ่อนแอ และ ได้รับผลกระทบจากฐานที่สูงจากโครงการช้อปดีมีคืนใน 1Q68 ซึ่งฉุดให้ SSSG ของทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ติดลบระดับหลักเดียวต่ำ ๆ ในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ แต่ปัจจัยเฉพาะของบริษัท ซึ่งได้แก่ i) การตุนสต็อก ทำให้ SSSG ใน 1Q69F ของธุรกิจ B2B อยู่ที่ +1% และ ii) มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลในมาเลเซียทำให้ SSSG ใน 1Q69F ของธุรกิจ B2C ทรงตัว ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับผลของการขยายสาขา เราคาดว่ายอดขายใน 1Q69F จะอยู่ที่ 1.23 แสนล้านบาท (+4% YoY, +1% QoQ) โดยคาดว่าทั้งธุรกิจ B2B และ B2C เพิ่มขึ้น 4% YoY 

Margin ถูกกดดัน แต่ยังคุมค่าใช้จ่ายได้อยู่ 

เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าใน 1Q69F จะยังคงอ่อนแออยู่ที่ 14.1% (-40bps YoY, +20bps QoQ) เนื่องจาก i) อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ B2B หดตัวลง 30bps YoY เพราะ product mix มีการเปลี่ยนการตุนสต็อกไปที่กลุ่มอาหารแห้ง ซึ่งตามปกติแล้วจะมี margin ต่ำกว่า และ ii) อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ B2C หดตัวลง 50bps YoY เนื่องจากมีผลขาดทุนจากสต็อกที่เกี่ยวข้องกับประเด็น IT ใน 4Q68 ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ B2C ใน 4Q68 ถูกกระทบจากผลขาดทุนจากสต็อก (90bps) และการตั้งสำรอง และ การปรับมูลค่าสต็อก (70bps) อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าค่าใช้จ่ายโดยรวมจะยังอยู่ในระดับที่คุมได้ โดยคาดว่าค่าใช้จ่าย SG&A จะเพิ่ม 3.6% YoY (ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของยอดขายที่ 4% YoY เล็กน้อย) คิดเป็นสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายของธุรกิจ B2B ที่ 10% และ ของธุรกิจ B2C ที่ 18.3% 

ผลการดำเนินงานจะไม่น่าสนใจไปอีกอย่างน้อยสองไตรมาส 

เราคาดว่าผลประกอบการของ CPAXT จะเผชิญความท้าทาย และ ยังไม่น่าสนใจในอีกอย่างน้อยสองไตรมาส เนื่องจาก i) แม้ยอดขายจะได้แรงหนุนจากแนวโน้มการตุนสต็อก แต่อัตรากำไรที่แผ่วลงจาก product mix ที่ไม่เอื้ออำนวยน่าจะฉุดรั้งอัตรากำไรเอาไว้ ii) ผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล iii) การจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวังของผู้บริโภคท่ามกลางค่าครองชีพที่สูง และ ขาดมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาล iv) ความท้าทายในการบรรเทาแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน (ต้นทุน logistics คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของยอดขายรวม) และ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และ v) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Happitat (คาดว่าจะเริ่มในเดือนเมษายน 2569) ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะช่วยหนุน SSSG ของธุรกิจ B2B (มีสหสัมพันธ์ 0.7) แต่อาจมีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายในภาวะที่การจับจ่ายใช้สอยเปราะบางเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าเข้าร้าน ซึ่งจะทำให้ต้องยอมสละ margin บางส่วนไป ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิของ CPAXT จะลดลง QoQ ใน 2Q69F-3Q69F ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วง high season ใน 4Q69F 

Valuation 

เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 16.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x  (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก –2.0 S.D.) เราแนะนำให้นักลงทุนรอดูสถานการณ์ไปก่อน และ ติดตามนโยบายของรัฐบาลที่จะมาช่วยหนุนการบริโภค และ ความพยายามของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุน เราเชื่อว่า 3Q69 จะเป็นจังหวะที่เหมาะจะกลับมาพิจารณาหุ้น CPAXT อีกครั้ง 

Risk 

เศรษฐกิจชะลอตัว, ราคาสินค้าเกษตรลดลง, ขยายสาขาได้ช้ากว่าแผน, disruption ที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ทางการ และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการในต่างประเทศ

- Advertisement -