บล.เอเซีย พลัส:
BANK ผู้คุมส่งเสียง (Neutral)
Flash Points
• ธปท. เตรียมเปิดเฮียริ่ง “เรื่องมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่” (ต่อเนื่องจากข่าวปลาย ก.พ.) ตั้งแต่ 10 เม.ย. คาดเริ่มใช้ปลาย พ.ค. นี้ ครอบคลุม 17–19 รายการ (อาทิ ค่ารักษาบัญชี, BAHTNET และ Loan related fees) แม้อาจกดดัน sentiment ระยะสั้น แต่โครงสร้างค่าธรรมเนียมกลุ่มฯ ปรับตัวมาตั้งแต่ยุคฟรีค่าโอนในปี 2561 ไปยังกลุ่ม Wealth ช่วยจำกัดผลต่อประมาณการ
• ขณะเดียวกัน ธปท. ยังส่งสัญญาณคงเกณฑ์ชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% (ตามแผนกลับไป 10% ปีหน้า) สะท้อนแนวทางผ่อนคลายภาระลูกหนี้ ช่วยให้ Credit risk ของพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิตสูงขึ้นในปีหน้า มองเอื้อต่อ BAY, KBANK และ SCB อย่างละ 4% ของพอร์ตสินเชื่อ (รวมถึง AEONTS กับ KTC)
Impact Insight
• แม้ KKP กับ TISCO จะมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ต่อรายได้รวมที่ 23%–25% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 17% (VS Pre-COVID ที่ 20%) แต่ส่วนใหญ่มาจาก Capital market (TISCO ฝั่ง Capital market รวม Banca ที่ 83% ของค่าธรรมเนียม KKP ราว 68% ของค่าธรรมเนียม) ทำให้ผลกระทบจะอยู่ที่ ธ.พ. ใหญ่ มากกว่า (สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้ที่ 15%–18%)
• โดย KBANK ที่มีสัดส่วนค่าธรรมเนียมต่อรายได้สูงสุดใน ธ.พ. ใหญ่ ที่ 18% จะมีความอ่อนไหวมากสุด และ KTB ที่ 14% จะรับผลกระทบน้อยกว่า ธ.พ. ใหญ่อื่นๆ อย่างไรก็ดีคาดผลกระทบต่อกลุ่มฯ ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการ หลังค่าธรรมเนียมกลุ่มธุรกรรมทางการเงินทยอยลดความสำคัญ (ค่าบริการโอนเงินฯ ต่อรายได้รวม ทั้งระบบ 1Q63 ที่ 2.6% เหลือ 1.9% ในงวด 4Q68)
• ขณะที่ Loan related fees ในฝั่งของ ธ.พ. ที่มีลูกค้าธุรกิจสูงอย่าง KBANK กับ BBL อยู่ที่ 16% และ 9% ของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ตามลำดับ แต่ด้วยสินเชื่อที่ไม่ได้เติบโตมาก ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมส่วนนี้ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งทั้ง 2 ธ.พ. มีการปรับกลยุทธ์การเติบโตมายังกลุ่ม Wealth แทน
• กล่าวโดยสรุป ภายใต้มุมมองสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ข้างต้นและ Sensitivity Analysis พบว่า ทุก 2% ของค่าธรรมเนียมฯ ที่เปลี่ยนแปลงจากสมมติฐาน จะส่งผลให้กำไรฯ เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 1% ดังนั้นหากราคาหุ้นในกลุ่มฯ ปรับฐานมากกว่า Sensitivity มองเป็นจังหวะ Trading ระยะสั้น
Execution
• คงกลยุทธ์ Barbell strategy ให้ ธ.พ. อยู่ฝั่งหุ้นปันผลสูง เลือก KTB หากราคาหุ้นวันนี้ปรับฐานมากกว่า XD (2.24 บาทต่อหุ้น) มองเป็นจังหวะสะสม เพื่อรอการฟื้นตัวของราคาหุ้นรอบปันผลระหว่างกาล ในขณะที่ BBL กับ KBANK เป็น Catch-up play เพราะ PBV ที่ 0.5–0.8 เท่า ยังถูกกว่า ธ.พ. อื่นที่เกิน 0.9 เท่า ส่วนอีกฝั่งของ Barbell เป็น De-escalation Trade (ยังเน้น AOT, ERW และ CENTEL มากกว่า Non-Bank)








