บล.ทิสโก้:
NEO: Neo Corporate
แนวโน้มกำไรสุทธิหดตัวแรงอีกครั้ง
เผชิญช่วงยากลำบากอีกครั้งจากทิศทางต้นทุนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ”
คาดกำไรสุทธิ 1Q26F ที่ 89 ล้านบาท (-65% YoY, -47% QoQ) จากค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่กลับมาสูงตั้งแต่ต้นปี จากแผนการออกสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาด ซึ่งส่งผลให้ยอดขายในประเทศเติบโตโดดเด่น ชดเชยการส่งออกที่หดตัวจากภาวะสงคราม คาดยอดขายยังเติบโตได้ 7% YoY ตามแผนของผู้บริหารที่ HSD% อย่างไรก็ดี แนวโน้มต้นทุนสารลดแรงตึงผิวและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้น และฐานสูงของรายได้ในต่างประเทศ ซึ่งจะกดดันแนวโน้มผลประกอบการใน 2Q-3Q26F ต่อเนื่อง เราปรับประมาณการปี 2026-27F ลง 34%-5% ตามลำดับ หลักๆ เพื่อสะท้อนการหดตัวของ GPM ที่คาดว่าจะมาจากทั้งต้นทุนที่สูงและ Product mix ที่แย่ลง เราปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” จากเดิม “ซื้อ” เนื่องจากการฟื้นตัวต้องกลับมาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นหลัก โดยความน่าสนใจหลักมีเพียงเงินปันผลที่คาดว่าจะยังคงนโยบาย Absolute dividend ที่ 1.35 บาท/หุ้น คิดเป็น Yield 7%
รายได้ที่เติบโตดีมาจากต้นทุนการตลาดที่สูงอีกครั้ง
เราคาดรายได้อยู่ที่ 2,771 ล้านบาท เติบโต 7% YoY จากผลิตภัณฑ์กลุ่ม Household และ Personal Care ที่คาดเติบโต 22% YoY และ 11% YoY ตามลำดับ ช่วยชดเชยกลุ่ม Baby & Kids ที่คาดหดตัว 18% YoY เนื่องจากการอุปสงค์ที่ชะลอตัว และการส่งออกไปยังเพื่อนบ้านที่ลดลงต่อเนื่องทั้งกัมพูชาและเวียดนาม ส่วน GPM คาดปรับตัวดีขึ้น QoQ เป็น 37.6% จาก 35.9% ใน 4Q25 จากต้นทุนที่ลดลง แต่ยังลดลงต่อเนื่องจาก 41.8% ใน 1Q25 เพราะ Product mix และต้นทุนค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ในขณะที่สัดส่วน SG&A to sales คาดกลับมาอยู่ในระดับสูง 33% จากแผนการทำการตลาดของ SKUs ใหม่ ส่งผลให้คาดกดดัน OPM ลดลงเป็น 4.4% และกำไรสุทธิที่ 89 ล้านบาท (-65% YoY, -47% QoQ)
ปรับประมาณการปี 2026F ลง 34% สะท้อน GPM ที่มีแนวโน้มถูกกดดันในช่วง 2Q-3Q26F
แนวโน้มผลประกอบการในช่วง 2Q-3Q26F คาดจะถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบทั้งสารลดแรงตึงผิวและบรรจุภัณฑ์ (คิดเป็นราว 50-55% ของ COGS) ที่ปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 15-20% YTD จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่การปรับราคาทำได้จำกัด เพราะเป็นสินค้าควบคุม (แชมพู, สบู่, ยาสระผม และน้ำยาล้างจาน) เราจึงปรับประมาณการ GPM ในปี 2026F ลงเหลือ 36.6% (จากเดิม 39.1%) ส่งผลให้เราคาดกำไรสุทธิจะหดตัว 27% YoY เหลือ 410 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักของการฟื้นตัวของกำไรสุทธิจะมาจาก 1) การควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีแผนเลื่อนการออกสินค้าใหม่ๆ ไปเป็นช่วงปลาย 3Q26F และ 2) แผนการเจรจาขอปรับราคาสินค้าขึ้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน เม.ย. นี้
ประเมินมูลค่า
เราปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” ด้วยมูลค่าเหมาะสมปี 2026F ใหม่ที่ 20.25 บาท (จากเดิม 26.25 บาท) โดยใช้ P/E ที่ 10.0x ความเสี่ยงได้แก่ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง, สินค้าบางส่วนถูกควบคุมด้านราคา, ต้นทุนมีความผันผวนสูง และความสำเร็จของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่








