บล.ฟินันเซีย ไซรัส: 

PRIMA MARINE (PRM TB)

คาดกำไร 1Q26 เติบโตทั้งที่ FSU อ่อนตัว

  • คาดกำไร 1Q26 เติบโตทั้ง q-q และ y-y แม้ FSU อ่อนตัวชั่วคราว หนุนจากจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นและเรือที่กลับเข้าทำงานเต็มไตรมาสหลังซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ
  • การใช้ VLCC เต็มประสิทธิภาพและจำนวนเรือที่เพิ่ม ชดเชยการชะลอของ FSU
  • รายได้คงที่ช่วยจำกัดความเสี่ยง และกำไรมีแนวโน้มเร่งตัวจากการเพิ่มกองเรือ คงคำแนะนำซื้อ เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 9.70 บาท หลังตัดหุ้นซื้อคืนออก

คาดกำไร 1Q26 เติบโตทั้งที่ FSU ชะลอชั่วคราว

เราคาดกำไร 1Q26 ปรับตัวดีขึ้นทั้ง q-q และ y-y เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ที่เกิดขึ้นใน 4Q25 หายไป และจำนวนเรือเพิ่มเป็น 72 ลำ ขณะที่เรือซ่อมบำรุงมีจำนวนน้อยลงกว่าปีก่อน แม้ว่า utilisation rate ของเรือ FSU จะอ่อนตัวชั่วคราวเป็น 75–76% ในช่วงต้นปี ก่อนฟื้นเป็น 90–93% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง แต่ถูกชดเชยด้วยการเติบโตของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ (COC) และเรือสนับสนุนงานสำรวจ (OSV) เราคาดกำไรปกติ 1Q26 ที่ 474.3 ล้านบาท (+4.4% q-q, +13.8% y-y) และกำไรสุทธิ 523.0 ล้านบาท (+22.7% q-q, -28.4% y-y) จากกำไร FX ขณะที่ 1Q25 มีกำไรพิเศษจากการขายเรือ FSU และกำไรส่วนต่างของวันซ่อมบำรุงเรือ VLCC ที่เสร็จเร็วกว่าคาด

ธุรกิจ COC และ OSV จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตใน 1Q26

ธุรกิจเรือ COC และ OSV จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักใน 1Q26 จากการกลับมาทำงานเต็มไตรมาสของเรือ VLCC ทั้ง 3 ลำ และ Crew boat 2 ลำที่เริ่มให้บริการลูกค้ารายใหม่ในตะวันออกกลางตั้งแต่เดือน พ.ย. 2025 เข้าทำงานเต็มไตรมาสใน 1Q26 รายได้ของธุรกิจ COC และ OSV คาดมีสัดส่วนรวมกัน 34% ของรายได้รวม จึงหักล้างรายได้ที่ชะลอชั่วคราวของ FSU ที่มีสัดส่วนรายได้ 26% ได้

ไม่ถูกกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

PRM ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าระวาง แม้ดัชนีค่าระวางเรือ Tanker ปรับขึ้นแรงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากไม่มีการขนส่งแบบ Spot และมีสัญญาระยะยาวที่กำหนดรายได้แน่นอน รวมถึงไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น War risk insurance โดยลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกเหนือสัญญาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจมี upside หากลูกค้ากระจายแหล่งจัดซื้อน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ระยะทางขนส่งยาวขึ้นและทำให้ความต้องการเรือ VLCC เพิ่มขึ้น

กำไรมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น คงคำแนะนำซื้อ

หากเป็นไปตามคาด กำไรปกติ 1Q26 คิดเป็น 21% ของประมาณการทั้งปี แนวโน้มที่เหลือของปีเติบโตจากการรับเรือใหม่ (7 ลำในปี 2025 และ 5 ลำในปี 2026) แม้ราคาหุ้นปรับขึ้น 14% YTD แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีของ P/E และ EV/EBITDA และคาด Dividend yield 6-7% ต่อปี ทั้งนี้ บริษัทจะขึ้น XD 6 พ.ค. 2026 (เงินปันผลงวด 2H25 ที่ 0.25 บาทต่อหุ้น) เรายังคงแนะนำซื้อ และปรับราคาเป้าหมายเป็น 9.70 บาท (จาก 9.50 บาท) จากการที่บริษัทตัดหุ้นซื้อคืนออก 172.9 ล้านหุ้น

 

- Advertisement -