บล.กสิกรไทย:
Banking Sector บทสรุปปี 2568: ยุคแห่งการบริหารเงินทุน
ธนาคารไทยรายงานกำไรโดยรวมในปี 2568 ออกมาดีกว่าที่กังวลไว้
- จากกำไรจาก FVTPL/เงินลงทุน การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดและการบริหารเงินทุนเชิงรุกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว ปัจจัยพื้นฐานหลักอ่อนแอลง โดยการเติบโตของสินเชื่อทั้งระบบติดลบเกือบตลอดทั้งปี การเติบโตของค่าธรรมเนียมลดลง (โดยเฉพาะจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและ bancassurance) และความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงในครึ่งหลังปี 2568 จากอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอและการแข่งขันของกลุ่มสินเชื่อธุรกิจที่รุนแรงขึ้น โดยสรุป ปี 2568 เป็นปีของการพยุงกำไร ไม่ใช่ปีของการสร้างการเติบโต
แนวโน้มปี 2569
- เราคาดกำไรของกลุ่มยังถูกกดดันจากการหดตัวของ NIM อย่างต่อเนื่อง (ผลกระทบต่อเนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 และ downside risk จากการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม) การเติบโตของสินเชื่อยังอ่อนแอภายใต้สภาพแวดล้อมการลดภาระหนี้ และคุณภาพสินทรัพย์เข้าสู่ภาวะปกติพร้อมการตกชั้นของสินเชื่อไปขั้นที่ 2 และการสิ้นสุดของมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้น ปัจจัยสำคัญคือ credit cost โดยความเสี่ยงอาจกลับมาอีกครั้งตั้งแต่กลางปี 2569 เมื่อค่างวดภายใต้โครงการคุณสู้เราช่วยเพิ่มขึ้น และความตึงตัวของ SME/สินเชื่อที่อยู่อาศัยเริ่มปรากฏ อย่างไรก็ดี ระดับการตั้งสำรองและ overlays ที่สูง รวมถึงการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนที่ต่อเนื่องคาดจะยังช่วยจำกัด downside ทำให้การคัดเลือกหุ้นยังคงเน้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งของรายได้ค่าธรรมเนียม และความชัดเจนด้านการบริหารเงินทุนคึนให้ผู้ถือหุ้น (KKP, KTB)
มุมมอง KS
เราคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่ม โดยชอบธนาคารที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ คุณภาพสินทรัพย์เช่าซื้อดีขึ้น มีฐานรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง และมีการบริหารเงินทุนเชิงรุก
หุ้นเด่นคือ
1) KKP จากแนวโน้มการปรับ credit cost ของธุรกิจเช่าซื้อกลับสู่ระดับปกติและมูลค่าหุ้นที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อจากรายได้ค่าธรรมเนียม
2) KTB จากโครงสร้างสินเชื่อภาครัฐที่มีลักษณะเชิงรับ ระดับ buffer ที่สูง และ upside จากทิศทางการบริหารเงินทุนที่เป็นมิตรต่อผู้ถือหุ้นมากขึ้นในช่วงเข้าสู่ปี 2569







