บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
NSL FOODS (NSL TB)
Sandwich growth is easing
- ยังคาดกำไร 4Q25 ฟื้นตัว q-q แต่อาจฟื้นช้ากว่าที่เคยคาด
- เรามีมุมมองระมัดระวังต่ออัตรากำไรขั้นต้นมากขึ้น หลังปรับกลยุทธ์กำหนดราคาที่แข่งขันได้
- ยังแนะนำ ซื้อ หลังปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 33 บาท
แนวโน้มกำไร 4Q25 จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ
คาดกำไรสุทธิ 4Q25 อยู่ที่ 135 ลบ. (+7.1% q-q, -8.0% y-y) อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาด แม้ปัญหาแรงงานกัมพูชาจบลง แต่บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ในกลุ่ม Bakery โดยเน้นผลิตสินค้าในราคาที่สามารถแข่งขันได้ และเหมาะสมกับภาวะกำลังซื้อในปัจจุบัน จึงคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะฟื้นตัวน้อยกว่าที่เคยคาด มาอยู่ที่ 18.0% จาก 17.9% ใน 3Q25 แต่ต่ำกว่า 20.3% ใน 4Q24 และคาด SG&A to sales น่าจะยังทรงตัวราว 9.1% ใกล้เคียง 8.9% ใน 3Q25 และอาจปรับลงจาก 9.5% ใน 4Q24 จากรายได้ที่เติบโตมากกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย
คาดรายได้รวมปี 2025 เติบโตทะลุเป้าหมายของบริษัท
คาดรายได้รวม 4Q25 จะเติบโตได้ต่อเนื่อง +6.6% q-q และ +8.0% y-y โดยยังโตได้ทั้ง Bakery (7-Eleven) และ NSL brand ส่วน Export และ Food Service คาดอ่อนตัวลงตามฤดูกาล แม้สถานการณ์น้ำท่วม และมาตรการคนละครึ่งอาจกระทบรายได้ในเดือน พ.ย. เล็กน้อย แต่คาดรายได้ยังเติบโตได้ ขณะที่ปัญหาไทย-กัมพูชา อาจกระทบต่อการขายในกัมพูชา แต่คาดผลกระทบจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้เพียง 1% ของรายได้รวม ทั้งนี้ยังคาดรายได้รวมปี 2025 จะเติบโต 18.8% y-y สูงกว่าเป้าหมายที่ 16% y-y
เรามีมุมมองระมัดระวังต่ออัตรากำไรขั้นต้นในปี 2026
ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 2026 เติบโต 15% y-y จากทุกธุรกิจ โดยมีแผน operate โรงงานแซนด์วิชแห่งใหม่ในช่วง 2H26 แม้แนวโน้มราคาวัตถุดิบในปี 2026 น่าจะทรงตัวถึงปรับลงจากปี 2025 และบริษัทเคยให้เป้าอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่าระดับ 20% อย่างไรก็ตาม จากภาวะกำลังซื้อที่ไม่แข็งแรงนัก กอปรกับการแข่งขันระหว่าง supplier โดยเฉพาะใน 7-Eleven รุนแรงขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้าในระดับที่แข่งขันได้ และหนุนการเติบโตของปริมาณขายให้ได้ตามแผน นอกจากนี้ เรารวมค่าเสื่อมโรงงานใหม่ 6 เดือน ราว 29 ลบ. หรือกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นราว 0.35% และจะรับรู้เต็มปี 0.7% ในปี 2027 ดังนั้นเราจึงปรับกำไรสุทธิปี 2025–27 ลง 4.1–7.2% เป็นการเติบโต 10.5% / 9.2% / 13.0% ตามลำดับ
ยังแนะนำซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 33 บาท
ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2026 เป็น 33 บาท โดยปรับลด PE เป็น 15x (เท่ากับค่าเฉลี่ย 4 ปีย้อนหลัง) จาก 18x (+1.0 SD) เพื่อสะท้อนอัตราการเติบโตของกำไรที่ชะลอตัว จากกำลังซื้อ การแข่งขัน และค่าเสื่อมโรงงานใหม่ ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ 10x 2026E PE และคาดให้ dividend yield ราว 5–6% ต่อปี ยังแนะนำซื้อ







