บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
MINOR INTERNATIONAL (MINT TB)
Quality Growth at a Discount
- คาดกำไรปกติเติบโตในอัตราเร่งตัวเป็น 11–13% ในปี 2026–27 จากธุรกิจหลักมีโมเมนตัมดีขึ้น ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
- ธุรกิจโรงแรมจะได้แรงส่งจากอุปสงค์ท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจอาหารเติบโตจากการขยายสาขาในต่างประเทศและการเพิ่มประสิทธิภาพในไทย
- Valuation ไม่แพง (c-1.5SD) และ ROE มีแนวโน้มดีขึ้น คงคำแนะนำซื้อ
แนวโน้มกำไรปกติทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง
เราคาดว่า Minor International (MINT) จะมีกำไรปกติ 4Q25 ที่ 2.96 พันลบ. (+7% q-q, +3% y-y) แม้เราปรับลดประมาณการ แต่ยังคาดว่ากำไรปกติจะทำสถิติใหม่ต่อเนื่องที่ 9.18 พันลบ. ในปี 2025 (+9% y-y), 1.02 หมื่นลบ. ในปี 2026 (+11% y-y) และ 1.15 หมื่นลบ. ในปี 2027 (+13% y-y) จากผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นทั้งธุรกิจโรงแรมและอาหาร ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น (โดยหลักจาก Pop Mart Thailand) และดอกเบี้ยจ่ายลดลง
ธุรกิจโรงแรมได้ปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง
ธุรกิจโรงแรม MINT มีแนวโน้มได้อานิสงส์จากอุปสงค์การเดินทางที่ดีขึ้นในประเทศหลักที่ดำเนินงานอยู่ ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ปรับปรุงยกระดับโรงแรม และเพิ่มสัดส่วนธุรกิจรูปแบบ asset-light เรากำหนดสมมติฐานเชิงระมัดระวัง คาด RevPAR โรงแรมที่เป็นเจ้าของเองเติบโต 3% ในปี 2026–27 จาก ADR ที่สูงขึ้นหลังการปรับปรุง ภายใต้อัตราเข้าพักที่ยังอยู่ในระดับดี คาด RevPAR 4Q25 เติบโต 6% y-y (-2% q-q) จากธุรกิจโรงแรมในยุโรปยังขยายตัว y-y ต่อเนื่อง และอัตราแลกเปลี่ยน EUR/THB อ่อนค่าราว 2% y-y เราคาดรายได้ค่าบริหารโรงแรมเติบโตสูง 23% ต่อปี ในช่วงปี 2025–27 ขณะที่ EBITDA margin โรงแรมทยอยดีขึ้นจาก operating leverage รวมถึงการรวมศูนย์งานสนับสนุนภายหลังการ de-list MHEA ใน 3Q25
ธุรกิจอาหารเติบโตจากการขยายสาขาในต่างประเทศและการเพิ่มประสิทธิภาพ
ธุรกิจอาหารได้แรงหนุนจากการเปิดสาขาใหม่ที่ต่างประเทศ (หลักๆ ผ่านแฟรนไชส์ โดยนำแบรนด์จากฮับในไทยไปขยายในตลาดศักยภาพสูง) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในไทย เช่น การพัฒนาแบรนด์และสินค้า เราคาด SSSG ที่ -2% ในปี 2025 ก่อนกลับมาเติบโต +2% ในปี 2026 และ +1% ในปี 2027 ขณะที่ TSSG คาด +1% ในปี 2025 และ +4–5% ในปี 2026–27 โดยซัพพลายเชนที่เริ่มทรงตัวน่าช่วยให้ต้นทุนวัตถุดิบยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
Valuation น่าสนใจ คงคำแนะนำซื้อ
ราคาเป้าหมายอิงวิธี DCF ของเราปรับลงเป็น 34.50 บาท (เดิม 45 บาท) เทียบเท่า 18x P/E และ 7.6x EV/EBITDA ปี 2026 หรือราว -1.0SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อขายย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ 12x P/E และ 6.2x EV/EBITDA (ราว -1.5SD) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มในภูมิภาค คาด ROE ปรับตัวดีขึ้นเป็น 13.2% ในปี 2027 เข้าสู่ระดับก่อนโควิดและสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับปานกลาง 3–4%
โครงการซื้อหุ้นคืนหนุน Upside ต่อ EPS ราว 4% และเรามองว่าระยะสั้นตลาดจะกลับไปให้ความสำคัญกับโมเมนตัมผลการดำเนินงานหลัก ขณะที่ระยะยาวมี catalyst จากโอกาสการ spin-off สินทรัพย์ ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ฉบับนี้ปัจจุบันจัดทำโดยคุณวัชรุตม์ วัชรวงศ์สิทธิ์







