บล.กสิกรไทย:
SCGP คาดกำไรสุทธิจะเติบโตจากกำไรพิเศษ
คาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 1.3 พันลบ. เพิ่มขึ้นอย่างมาก YoY และ 38% QoQ
เราคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิของ SCGP จะปรับตัวดีขึ้นจากการคาดว่าจะรับรู้กำไรพิเศษจำนวน 400 ลบ. ซึ่งมาจาก negative goodwill จำนวน 1 พันลบ. หลังการเข้าซื้อกิจการ MYPAK (โรงงานกล่องในอินโดนีเซีย) หักด้วยค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างราว 200 ลบ. และการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจำนวน 400 ลบ. เราประเมินว่ากำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้น YoY แต่ชะลอลงเล็กน้อย QoQ มาอยู่ที่ 967 ลบ.
คาคาดว่ารายได้หลักจะลดลง YoY แต่ทรงตัว QoQ
เรามองว่าปริมาณยอดขายจะทรงตัว QoQ ที่ 1.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4% YoY จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้นและส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นจาก Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) และเพิ่มขึ้น 1% QoQ จากปัจจัยตามฤดูกาล เราคาดว่าราคาขายเฉลี่ย (ASP) จะลดลง 4% YoY ตามการปรับลดลงของราคาวัตถุดิบ แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ จากการปรับราคาขายของผู้ผลิตรายใหญ่
คาดว่า GPM จะปรับตัวดีขึ้น YoY แต่ทรงตัว QoQ
เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะปรับตัวดีขึ้น 4 ppt YoY แต่ทรงตัว QoQ ที่ระดับ 18.1% เราคาดว่าส่วนต่างราคาบรรจุภัณฑ์จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จากราคาวัตถุดิบที่ลดลง แต่ถูกชดเชยบางส่วนด้วยราคาถ่านหินและค่าระวางขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุน OCC นำเข้าและการส่งออกสินค้าสำเร็จรูป
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายเดิมที่ 22.00 บาท เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ SCGP เนื่องจากเราคาดว่าแนวโน้มอัตรากำไรในไตรมาส 1/2569 จะปรับตัวดีขึ้น จากส่วนต่างราคาบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ราคาเป้าหมายของเราอิงจาก PER เป้าหมายที่ 17 เท่า








