Daily Focus 2026 SET Target : 1400

ประเด็นกรีนแลนด์ผ่อนคลายหนุนสินทรัพย์เสี่ยง

ตลาดหุ้นวานนี้: SET Index ยังปรับขึ้นได้ร้อนแรงต่อเนื่องและดีกว่าคาด ปิดบวกอีกถึง 21.19 จุด ที่ระดับ 1,317.56 ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นถึง 6.8 หมื่นลบ. โดยยังคงได้แรงหนุนจากแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ DELTA ที่กระทบดัชนีเป็นบวกถึง 15 จุด ขณะที่กลุ่มธนาคารเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้นโดยเฉพาะ BBL และ KTB สถาบันในประเทศยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นเป็นวันที่ 9 อีก 3.8 พันลบ. ส่วนนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิ 2 พันลบ. หลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกันรวม 1.3 หมื่นลบ. (แต่ยัง Long สุทธิ Index Futures อีก 1.2 หมื่นสัญญา)

แนวโน้มตลาดวันนี้ : คาด SET Index มีโอกาสแกว่งตัวในแดนบวกได้ต่อเนื่องและลุ้นขึ้นทดสอบโซน High เดิมบริเวณ 1,330-1,345 จุด จากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ผ่อนคลายขึ้น หลังล่าสุดทรัมป์ระบุว่าได้จัดทำกรอบข้อตกลงกับ NATO เรื่องกรีนแลนด์แล้ว และจะไม่มีการเก็บภาษี 8 ชาติยุโรปในวันที่ 1 ก.พ. โดยรายละเอียดอาจครอบคลุมถึงสิทธิของสหรัฐฯ ในการเข้าถึงแร่หายาก และระบบป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome ส่งผลให้เม็ดเงินเริ่มพลิกไหลกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งค่าขึ้น ขณะที่ทองคำเริ่มพักตัวลงหลังจากทำ New High ที่ระดับ US$4,887 ต่อออนซ์ ส่วนปัจจัยในประเทศ ผลประกอบการ 4Q25 กลุ่มธนาคารออกมาตามคาดและไม่มีประเด็นกังวลในด้านการตั้งสำรองและคุณภาพสินทรัพย์ คาดว่าจะช่วยให้ตลาดผ่อนคลายมากขึ้นต่อทิศทางกำไรฝั่ง Real Sector ที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วง 1 เดือนข้างหน้า ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติยังมีโมเมนตัมเชิงบวกและไหลเข้าในระยะสั้นจาก Valuation ของตลาดหุ้นไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึง Pre-Election Rally ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. กลุ่มพลังงานคาดว่ายังได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ทยอยไต่ระดับขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่ Domestic Play เราคาดว่าจะได้อานิสงส์จากเม็ดเงินหาเสียงระยะสั้น รวมถึงกระทบจำกัดจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ต่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน

กลยุทธ์ : เน้นหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่ง และให้ปันผลในเกณฑ์ดี

หุ้นเด่นเดือน ม.ค. : BTG CPALL MTC NEO PRM

FSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่น Finansia 22 ม.ค. 26 : WHAUP

  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.20 บาท
  • เรายังคงมุมมองเชิงบวกระยะกลาง-ยาวต่อ Theme Data Center Boom ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นบวกต่อธุรกิจขายน้ำ-ไฟของ WHAUP ในนิคมอุตสาหกรรม WHA 
  • ประมาณการปัจจุบันเราคาดคาดกำไรสุทธิปี 2025 +21% y-y และปีหน้า +28% ด้าน Valuation ยังค่อนข้างถูก เทรด 2026PER เพียง 11 เท่า และคาดให้ Dividend Yield ราว  5.6-6.2% ต่อปี
  • แนวรับ 4.40 บาท แนวต้าน 4.60//4.80 บาท

Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติพลิกมาไหลออกจากภูมิภาคสุทธิ US$1.39 พันล้าน โดยกระจุกตัวที่ไต้หวัน US$1.30 พันล้าน ขณะที่เกาหลีใต้ไหลเข้า US$121 ล้าน ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกจากทุกประเทศ สูงสุดที่อินโดนีเซีย US$111 ล้าน ตามด้วยไทยที่พลิก Foreign (Bt mn) 32,373.30 34,389.84 -2,016.54 มาขาย US$65 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่าจะพลิกมาไหลเข้าหลังทรัมป์ระบุว่าได้จัดทำกรอบข้อตกลงกับ NATO เรื่องกรีนแลนด์แล้ว และยกเลิกการเก็บภาษี 8 ชาติยุโรปในเดือนหน้า

ประเด็นสำคัญวันนี้

(0) กลุ่มธนาคาร กำไร 4Q25 รวม 7 แห่งอยู่ที่ 4.76 หมื่นลบ. (-23% q-q, -9% y-y) ใกล้เคียงคาด ทำให้กำไรทั้งปีเป็น 2.24 แสนลบ. (+3% y-y) ธนาคารที่กำไรดีกว่าคาดมากคือ KKP จากการลดลงของ ECL และผลขาดทุนจากการขายรถยึด ขณะที่ BBL กำไรต่ำกว่าคาดจากรายจ่ายที่สูงขึ้นมาก สำหรับภาพรวมของคุณภาพสินทรัพย์ทุกธนาคารแข็งแกร่ง สำรอง ECL ลดลง q-q, y-y ส่วนใหญ่คุมรายจ่ายได้ดีและมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ปรับลงทุกธนาคารตามการลดลงของสินเชื่อและดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลงถึง 4 ครั้งในปีก่อน ด้าน NIM ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ในกรอบ 2.6-4.0% สำหรับ NPL ratio อยู่ในช่วง 3-4% ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร +19% ในปี 2025 ทำให้ PBV ปรับขึ้นจาก 0.5-0.6x เป็น 0.8-0.9x ราคาหุ้นเต็มมูลค่าเป็นส่วนใหญ่ มีเพียง Dividend yield ในระดับ 3-4% ในงวด 2H26 เราคงน้ำหนัก Neutral

(+) MYDIYT เราคาดกำไร MRDIYT งวด 4Q25 ที่ 855 ลบ. +41% q-q ตามปัจจัยฤดูกาล และ +37% y-y ดีกว่าตลาดคาดไว้เดิม 16% โดยการเติบโต y-y มาจากยอดขายรวมคาด +22.5% y-y จากการเปิดสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้น 195 สาขา y-y +20.9% y-y และ SSSG ที่คาดบวก 1.3% y-y ขณะที่ GPM ดีขึ้นจาก economy of scale, freight ลดลง และบาทแข็ง SG&A ที่ลดลงช่วยชดเชยส่วนแบ่งขาดทุนจากร้าน KKV ที่เพิ่มขึ้น y-y Consensus คาดกำไรปี 2026 ที่ราว 2.95 พันลบ. +12% y-y น่าจะเริ่มมี upside มากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 16x 2026E P/E ใกล้เคียงกับกลุ่ม Home improvement มีความน่าสนใจมากขึ้น

(0) GFPT เราคาดกำไรสุทธิ 4Q25 อยู่ที่ 457 ลบ. -36% q-q, +19% y-y ต่ำกว่าที่เคยคาด เพราะปริมาณไก่ส่งออกอาจทำได้เพียง 8,000 ตัน +1% q-q, -18% y-y ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 8,500 ตัน เนื่องจากลูกค้าญี่ปุ่นชะลอคำสั่งซื้อในเดือน ธ.ค. ประกอบกับ SG&A และภาษีที่เพิ่มขึ้น แต่คาดกำไร 1Q26 จะกลับมาฟื้นตามราคาไก่ที่ดีขึ้น เราปรับลดกำไรสุทธิปี 2025-26 ลง 5-6% จากกำไร 4Q25 อาจต่ำกว่าที่เคยคาด ปี 2026 จึงคาดกำไรสุทธิปี 2025 ที่ 2.45 พันลบ. +24% y-y จากกำไร 9M25 ที่ทำไว้ได้ดี และคาดกำไรปี 2026 จะลดลงราว 8.8% เป็น 2.23 พันลบ. ราคาเป้าหมายใหม่ 12.50 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” valuation ไม่แพง แต่หมูน่าสนใจกว่า

(-) BTG เราคาดกำไรปกติ 870 ลบ. -29% q-q, -11% y-y โดยคาดรายได้รวม -2% q-q แม้ราคาเนื้อสัตว์ปรับลง แต่ถูกชดเชยบางส่วนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น และคาดผลประกอบการของธุรกิจในต่างประเทศจะชะลอตัว ขณะที่คาดอัตรากำไรขั้นต้นยังยืนแข็งแกร่งอยู่ที่ 14.9% แม้ราคาเนื้อสัตว์จะปรับลงและต้นทุนวัตถุดิบทรงตัว คาดจบปี 2025 กำไรสุทธิ 6.62 พันลบ. +168% และเราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ขึ้น 5% เป็น 3.76 พันลบ. -48% y-y จากการปรับสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นขึ้น ได้ราคาเป้าหมายใหม่ 21 บาท อย่างไรก็ตามเราปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” หลังราคาหุ้นปรับขึ้นกว่า 17.6% จากที่เราแนะนำซื้อเมื่อ พ.ย. 2025 และปัจจัยบวกระยะสั้นมีจำกัด

(+) ตลาดดาวโจนส์ปิดที่ 49,077.23 จุด เพิ่มขึ้น 588.64 จุด หรือ +1.21% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,875.62 จุด เพิ่มขึ้น 78.76 จุด หรือ +1.16% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,224.82 จุด เพิ่มขึ้น 270.50 จุด หรือ +1.18% ขานรับข่าวที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้จัดทำกรอบข้อตกลงในประเด็นกรีนแลนด์ร่วมกับมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะระงับการเก็บภาษีศุลกากรครั้งใหม่จากชาติพันธมิตรในยุโรป

(+/-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ผ่อนปรนถ้อยแถลงเกี่ยวกับการเข้าซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งบรรเทาความกังวลให้แก่นักลงทุนที่ตื่นตระหนกจากท่าทีแข็งกร้าวล่าสุดของเขา

(+) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก คาดฟื้นตัวแรงตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในคืนที่ผ่านมา

(+) ค่าเงินบาทพลิกมาอ่อนค่า โดยขยับมาอยู่ที่ 31.35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.61%

(+) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ หรือ +0.43% ปิดที่ 60.62 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันในตลาดจะเผชิญภาวะตึงตัวหลังจากแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งในคาซัคสถานระงับการผลิตชั่วคราว และปริมาณการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแผนการฟื้นฟูกำลังการผลิตในเวเนซุเอลายังคงล่าช้า

(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 71.70 ดอลลาร์ หรือ +1.50% ปิดที่ 4,837.50 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงเดินหน้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ดีราคาทองคำลดช่วงบวกหลังจากมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีท่าทีอ่อนลงในประเด็นกรีนแลนด์

SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,077.66 / -0.37%

22 ม..ค.สหรัฐ: Core PCE (พ.ย.) , 3Q25 GDP growth (final)

ญี่ปุ่น: นำเข้า-ส่งออก (ธ.ค.)

23 ม.ค.ญี่ปุ่น: เงินเฟ้อ (ธ.ค.), ประชุม BOJ

ไทย: นำเข้า-ส่งออก (ธ.ค.)

26 ม.ค.สหรัฐ: คำสั่งซื้อสินค้าคงทน (พ.ย.)
28 ม.ค.สหรัฐ: ประชุมเฟด
- Advertisement -