JSP ชี้ปี 2025 มูลค่าตลาดอาหารเสริมไทยแตะ 1 แสนลบ. เป็นครั้งแรก เปิด 5 เทรนด์รันวงการสุขภาพหนุนธุรกิจ OEM เติบโตก้าวกระโดด

  • JSP ผลสำรวจต่างชาติพบปี 2025 ตลาดอาหารเสริมในไทยโตแตะ 1 แสนล้านบาทครั้งแรก ส่วนปี 2026 เป็นปีแห่งโอกาสที่จะเติบโตโดดเด่นสุดในอาเซียน คาดอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 7 – 9% ไปอีกเกือบ 10 ปี
  • เปิด 5 ปัจจัยหนุนยอดขายเติบโตจาก 5 เทรนด์ดูแลสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ทั้ง เทรนด์ โภชนาการเฉพาะบุคคล แหล่งอาหารจากพืชและฉลากสะอาด การดูแลสุขภาพจิตและสมอง จุลินทรีย์ในลำไส้ และยาและอาหารเสริมกลุ่ม “ชะลอวัย”
  • เผยรับอานิสงส์จาก 5 เทรนด์ ทั้งธุรกิจ OEM เจ้าของแบรนด์เข้าปรึกษาออกผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่มีห้องแล็บมาตรฐานโรงงานยารันวงการอาหารเสริมมาตรฐานส่งออกระดับโลก ขณะที่ธุรกิจ Own Brand เติบโตควบคู่กัน คาดปี 2569 รายได้เติบโต 7 %

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ  ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของต่างประเทศ เช่น Grand View Research และ Euromonitor International ระบุว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการตลาดรวมขึ้นไปแตะ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยตัวเลขนี้จะถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตของระดับโลกที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ  7 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 7-9% ไปจนถึงปี 2578 สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลกนี้มากจากเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและเฉพาะบุคคล ที่ไม่ใช่แค่กินยาเมื่อป่วย แต่คือการ “กินเพื่อป้องกัน” และ “กินให้เหมาะกับ DNA” ของแต่ละคน โดยแบ่งออกเป็น 5 เทรนด์ดังนี้

1. โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition & AI) เทรนด์การดูแลตัวเองในปัจจุบันและอนาคตจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น “ยาหนึ่งเม็ดไม่ได้เหมาะกับทุกคน” อีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์ผู้คนมากขึ้น การใช้ AI วิเคราะห์ผลเลือดหรือ DNA เพื่อออกแบบวิตามินที่ “ร่างกายต้องการจริง ๆ” เท่านั้น จะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรง ธุรกิจ Customized Supplements: การสั่งผลิตวิตามินแบบรายคน (Subscribed) จะโตขึ้นมาก รวมถึงธุรกิจที่ทำแพลตฟอร์มวิเคราะห์สุขภาพจะเติบโตควบคู่กัน

2. แหล่งอาหารจากพืชและฉลากสะอาด (Plant-Based & Clean Label) ผู้บริโภคยุคใหม่ จะพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาหารประเภทVegan-Friendly หรือ อาหารเสริมที่สกัดจากพืช เช่น Pea Protein หรือวิตามินจากผลไม้ จะเข้ามาแทนที่เคมีสังเคราะห์ ผู้บริโภคต้องการรู้ที่มาของวัตถุดิบ  ภาคธุรกิจต้องแจ้งข้อมูล ตั้งแต่สถานที่ปลูก สถานที่สกัด เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่สามารถสร้าง Story telling ในรูปแบบของหนังสั้นผ่าน QR Code บนฉลากผลิตภัณฑ์ สร้างจุดขายให้สินค้าและเกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมได้ 

3. สุขภาพจิตและสมอง (Mental Wellness & Nootropics) ความเครียดเป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนยุคปัจจุบัน เทรนด์ของการดูแลและบำรุงสมองเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรง สารอาหารบำรุงสมอง ที่เน้นเรื่องสมาธิและการนอนหลับ (Sleep Support) จะได้รับการตอบรับมากขึ้น รวมถึงสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลความเครียด เช่น Ashwagandha หรือเห็ดทางการแพทย์ต่าง ๆ จะกลายเป็นของมันต้องมีสำหรับคนยุคปัจจุบัน

4. จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Health & Microbiome) เมื่อลำไส้คือ “สมองที่สอง” ของร่างกาย ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ Postbiotics นอกจาก Proและ Pre แล้ว ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ “Postbiotics” (สารที่จุลินทรีย์ผลิตออกมา) ซึ่งช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันและผิวพรรณแบบตรงจุดมากกว่า

5. ยาและอาหารเสริมกลุ่มชะลอวัย” (Longevity & Anti-Aging) สังคมสูงวัย (Aging Society) กลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดตามโครงสร้างประชากรในปัจจุบัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทสารช่วยซ่อมแซมระดับเซลล์ เช่น NAD+ / NMN จะกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับการตอบรับทั่วโลก รวมถึงอาหารเสริมเพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อจะได้รับความนิยมมากขึ้น

สำหรับเทรนด์ทั้ง 5 ที่ผลักดันให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตนั้น ถือว่า เป็นผลดีต่อธุรกิจของ JSP ทั้ง 2 ด้าน โดยในด้านของการรับจ้างผลิต (OEM) JSP ได้รับการติดต่อในการวิจัยในการทำผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะบุคคลเข้ามาเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก JSP เป็นโรงงานยาแผนปัจจุบันที่มีห้องแล็บมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ทำให้ JSP เป็นโรงงานผลิตอาหารเสริมด้วยมาตรฐานการผลิตยา จึงได้รับความเชื่อถือสูง นอกจากนี้ JSP ก็มีผลิตภัณฑ์ OWN Brand ภายใต้แบรนด์ “สุภาพโอสถ” ซึ่งสามารถเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่องตามเทรนด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งนี้ JSP คาดว่าภายในปี 2569 รายได้ของ OEM และ OWN Brand จะขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 38% และ 62% จากปีที่แล้วที่อยู่ สัดส่วน 44%.และ 55% ส่วนยอดขายทั้งปีคาดว่าปีนี้จะเติบโต 7 % จากปีก่อนที่ยอดขายน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1,000 ล้านบาท

- Advertisement -