เก่งหลังเกมส์
SET Index ปรับลง -7.32 จุด -0.56% ปิด 1,307 จุด มูลค่าการซื้อขาย 4.2 หมื่นล้านบาท โดยมีจิตวิทยาลบทั้งจากประเด็นความกังวลสงคราม หลัง กองเรือรบสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าไปอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเฝ้าระวังอิหร่าน และ Trump ประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 100% แคนาดาเป็นคู่ค้าหลัก 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ ผสานกับสัปดาห์นี้ตลาดจับตา US Government Shutdown
Sector ที่ปรับขึ้นและหนุนดัชนีคือ กลุ่มประกันชีวิต TLI กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCC กลุ่มการเงิน MTC, SAWAD, KTC กลุ่มพลังงาน PTTEP กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC ฯลฯ ในทางตรงข้ามกลุ่มที่ปรับลงและกดดัชนีหลักๆคือ กลุ่มชิ้นส่วน DELTA กลุ่มพลังงาน OR, GULF GPSC, BGRIM, กลุ่มธนาคาร KTB ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
PTTEP +0.84%
หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำปรับขึ้นมีจิตวิทยาบวกหนุนจาก ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแรง อิง Brent 2.84%d-d ปิดที่ US$ 65.88/barrel ทำจุดสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ แรงหนุนจากข่าวทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อเรือขนส่งน้ำมัน พร้อมประกาศว่าสหรัฐฯ กำลังส่งกองเรือมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน โดยยังคงมุมมองบวกต่อ PTT, PTTEP ระยะสั้นมองราคาน้ำมันมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น ผสานกับเป็นหุ้น High Dividend PTT(Buy TP32.5) คำแนะนำ Neutral ถือรับปันผล yield ราว 6% และ PTTEP(Buy TP134.0) : ตัวเลือกลงทุนรับปันผล dividend yield 6-7%
GULF -0.53% GPSC -2.1%, BGRIM -5.26%
กลุ่มโรงไฟฟ้าวันนี้ปรับลง มีจิตวิทยาลบจากฝั่งต้นทุน หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติยังเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง 6 วันติด ทำ New high แรงหนุนจาก สหรัฐกำลังเผชิญพายุฤดูหนาวรุนแรง คือ พายุ”เฟิร์น” (Winter Storm Fern กระทบฝั่งตะวันออกและใต้ของสหรัฐ ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับแล้ว 100,000 ครัวเรือนในหลายรัฐรวมถึงรัฐเท็กซัส และหลุยเซียนาเผชิญปัญหาไฟดับหนักที่สุด โดยรวมเป็นจิตวิทยาลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าในขาต้นทุน มองเป็นจังหวะย่อสะสม เน้น GULF
MTC +1.55%, SAWAD +3.4%, KTC +1.83%
กลุ่ม Domestic การเงินและค้าปลีกปรับขึ้น มองปัจจัยหนุนจาก 1.) Thai Election เลือกตั้งไทยวันที่ 8 ก.พ. คาดเม็ดเงินช่วงเลือกตั้งสะพัดหนุนกำลังซื้อกลุ่มฐานราก บวกต่อรายได้ของบริษัทในกลุ่มดังกล่าว 2.) คาดการณ์ดอกเบี้ยไทยมีโอกาสลดอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ บวกต่อต้นทุนทางการเงินในกลุ่มดังกล่าว เน้นสะสม MTC และ CPALL
DELTA -2.5% KCE -1.63% HANA -1.75%
กลุ่มส่งออกชิ้นส่วนถูก Take Profit โดยมีจิตวิทยาลบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ในช่วงเช้าหลุด 31.0 บาท/ดอลลาร์ลงไป
OR -5.3%
ราคาหุ้นปรับลงจากมุมมอง Negative ต่อแนวโน้มกำไรสุทธิ 4Q25F คาดราว 2.05 พันลบ. (-32% y-y, -22%q-q) มีรายการพิเศษด้อยค่าเงินลงทุนราว -340 ลบ. มาฉุด (คาดเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอาหาร)









