บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Bangkok Bank (BBL.BK/BBL TB)*
เผชิญแรงกดดันรายได้ในทุกด้าน
Event
ผลประกอบการ 4Q68 และ อัพเดตแนวโน้ม
Impact
yield สินเชื่อลดลง และ NIM ถูกกดดัน
กำไรสุทธิของ BBL ลดลงอย่างมากใน 4Q68 เนื่องจากมาร์จิ้นสินเชื่อหดตัวแรง (NIM) รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมธนาคารหลักลดลง, กำไรจากการค้าหลักทรัพย์ลดลงอย่างมาก และ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ NIM ลดลง 17bps QoQ และ 50bps YoY ใน 4Q68 เพราะถูกกดดันจาก yield สินเชื่อ และสินชื่อไม่โต ยังลดลง 3% YoY นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ยังทำให้ margin ของ BBL ถูกกดดันหนักขึ้นด้วยใน 1Q68 ทั้งนี้ เนื่องจาก profile กำไรของธนาคารขึ้นกับ NII, yield สินเชื่อ และ แรงกดดันทางด้าน margin เป็นหลัก ดังนั้น กำไรของ BBL จึงมีความอ่อนไหวมากกว่าธนาคารอื่น ๆ ในขณะที่ไม่สามารถเพิ่มกำไร FVTPL เพื่อมาชดเชย NIM ที่ลดลงได้ ซึ่ง ณ จุดนี้ เราใช้สมมติฐานอัตราการขยายตัวของสินเชื่อปี 569F/2570F ที่ 1%/5% และ NIM ปี 2569F/2570F ที่ 2.6%/2.6% (จาก 2.74% ในปี 2568)
คาดว่ากำไรจากการลงทุนจะลดลงอย่างมากในปี 2569
เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยใกล้จะถึงจุดต่ำสุดแล้ว เราจึงเป็นห่วงกำไรจากการลงทุนที่จะบันทึกในปี 2569 ทั้งนี้ BBL บันทึกกำไรจากการลงทุนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท หรือ ประมาณ 20% ของกำไรสุทธิในปี 2568 นอกจากนี้ เนื่องจากเราคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะผันผวน และ อัตราดอกเบี้ยจะถึงจุดต่ำสุด เราจึงปรับลดประมาณการกำไรจากการลงทุนลงไปอีก 2.0 พันล้านบาทเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท/1.1 หมื่นล้านบาทในปี 2569F/2570F (จาก 2.3 หมื่นล้านบาทในปี 2568)
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่น่าสนใจ
กำไรจากการลงทุนที่ลดลงอย่างมากไม่ได้กระทบแค่งบกำไรขาดทุนเท่านั้น แต่ยังกระทบกับส่วนของผู้ถือหุ้น และ มูลค่าทางบัญชีใน 4Q68 ด้วย เพราะผลขาดทุนก้อนใหญ่จากการลงทุนในหุ้นทำให้มูลค่าทางบัญชีลดลงใน 4Q68 และ กระทบกับ PBV ในปี 2569 ซึ่ง ณ จุดนี้ เราใช้สมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผลปี 2568 ที่ 37% (เท่ากับในปี 2567) โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผล 9 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.6%
ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569F/2570F ลง -4%/-3%, ปรับลด TP-69F เป็น 155 บาท และ แนะนำขาย
เราปรับประมาณการกำไรเพื่อสะท้อนถึงการปรับประมาณการกำไรจากการลงทุนปี 2569F/2570F ลงปีละ 2 พันล้านบาท โดยยังคงสมมติฐานอัตราการขยายตัวของสินเชื่อไว้ที่ 2%/5%, NIM ที่ปีละ 2.6% (จาก 2.7% ในปี 2568), credit cost ที่ 1.2%/1.6% (จาก 1.3% ในปี 2568) และ สัดส่วน C/I ที่ 48%/47% (จาก 48% ในปี 2568) เราปรับลดประมาณการมูลค่าทางบัญชีลงเหลือ 310 บาท (จาก 324 บาท) เพื่อสะท้อนถึงการปรับลดประมาณการกำไรจากการลงทุน เรา De-rate PBV เป็น 0.5x (จาก 0.55x) ทำให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2569F ใหม่ที่ 155 บาท (จากเดิม 182 บาท) และ ปรับลดคำแนะนำจากถือเป็นขาย
Risks
NPLs เพิ่มขึ้น และ credit cost เพิ่มขึ้น, ผลขาดทุน FVTPL.







