บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
AP Thailand (AP.BK/AP TB)*
ประมาณการ 4Q68F: กำไรจะเป็นจุดพีคของปี
Event
ประมาณการ 4Q68F และปรับประมาณการกำไรกับราคาเป้าหมายใหม่
Impact
4Q68F จะเป็นพีคไตรมาสของปี
รายได้จากการขายที่อยู่อาศัยคาดว่าจะสูงสุดของปี 2568F ที่สูงเกือบ 1 หมื่นลบ. (+10% YoY) โดยประเมินว่ายอดขายโครงการแนวราบทรงตัว QoQ ที่ 8.6 พันลบ. ส่วนยอดขายคอนโดมิเนียมจะเพิ่มราว 1 พันลบ.จากการโอนโครงการใหม่ที่ Aspire Vibha Victory ในแง่ อัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) 4Q68F จึงอาจเพิ่มขึ้นเป็น 31% จากค่าเฉลี่ยช่วง 9M68 ราว 30% ทางด้านคชจ. SG&A และต้นทุนการเงินอาจเพิ่ม QoQ แต่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม (JV) น่าจะแย่ลงมาก QoQ จากจุดสูงสุดใน 3Q68 ดังนั้น อัตรากำไรสุทธิ (net margin) อาจทรงตัวที่ 12.6–12.7% ใกล้เคียงกับ 3Q68 โดยรวม เราประเมินกำไร 4Q68F ที่ 1.27 พันลบ. (ทรงตัว YoY และ +10% QoQ) ด้วยพรีเซล 4Q68F แข็งแกร่งที่ 1.4 หมื่นลบ. ผลจากการเปิดโครงการใหม่ ๆ จำนวนมากมูลค่ารวม 2.4 หมื่นลบ.
กำไรปี 2568F ชะลอตัว…แต่ปี 2569F จะฟื้นตัวเล็กน้อย
พรีเซลปี 2568 ที่ 4.7 หมื่นลบ. (ทรงตัว YoY) จากการเปิดโครงการใหม่ ๆ มูลค่ารวมราว 5.96 หมื่นลบ. (+24% YoY) เพียงพอที่จะยังครองส่วนแบ่งตลาดด้านพรีเซลอันดับ 1 ต่อเนื่องได้เป็นปีที่ 6 ส่วนกำไรปี 2568F คาดที่ 4.3 พันลบ. (-14% YoY) บนรายได้รวมที้ 3.7 หมื่นลบ. (ทรงตัว YoY) ขณะที่ gross margin และ net margin ลดลง 2ppt จากสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ท้าทาย ในปี 2569F บริษัทมีแผนเปิดคอนโดใหม่ราว 5–6 โครงการรวมมูลค่า 1.5–2.0 หมื่นลบ. (เพิ่มเท่าตัว YoY) แต่โครงการแนวราบใหม่อาจชะลอลง โดยที่ AP ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนตลาดต่างจังหวัดจาก 5% ของพรีเซลปัจจุบันขึ้นเป็น 10% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี เราคาดพรีเซลและกำไรปี 2569F จะฟื้นตัว YoY เป็นเลขสองหลักหนุนจาก i) คอนโดใหม่ 5–6 โครงการ (เทียบกับ 3 โครงการ มูลค่า 9.6 พันลบ.ปี 2568) ii) ฐานปี 2568 ต่ำจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงปลาย 1Q68 iii) รายได้จะเพิ่มจากคอนโดสร้างเสร็จใหม่ 5 โครงการมูลค่ารวมราว 1.14 หมื่นลบ. (ขายได้แล้ว 66%) เทียบกับ 4 โครงการมูลค่ารวม 1 หมื่นลบ.ในปี 2568
ปรับลดประมาณการกำไรปี 2568F-69F
ขณะนี้ เราคาดกำไรปี 2568F ที่ 4.3 พันลบ. (-14% YoY) ส่วนปี 2569F เราปรับลดประมาณการกำไรลงราว 3% อยู่ที่ 4.96 พันลบ. (+15% YoY) หลัก ๆ มาจากการโอนคอนโดมากขึ้น แม้ margin โดยรวมยังถูกกดดันจากอุปสงค์อ่อนแอและ GDP เติบโตได้ช้า
Valuation & Action
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่จากเดิม 9.80 บาทขึ้นเป็น 10.20 บาท อิงจากค่าเฉลี่ย PE ปี 2569F ที่ 6.5x จากเดิม 6x ขณะที่ คาดอัตราการจ่ายเงินปันผล (payout ratio) อยู่ราว 38–40% คิดเป็น DPS ปี 2568F ที่ 0.55 บาท (dividend yield ราว 6%) และปี 2569F ที่ 0.58 บาท (yield 6.5%)
Risks
ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ โอกาสมีนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ การให้สินเชื่อมีความเข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางภาวะหนี้สิ้นภาคครัวเรือนสูงยืดเยื้อรวมทั้งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ








